จัดวางเตียงอย่างไรให้นอนหลับง่ายสบาย

เตียง เป็นเครื่องเรือนชิ้นสำคัญที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ คุณลองนึกภาพก็ได้ว่าในวันๆหนึ่งคุณจำเป็นต้องใช้เวลาเยอะแค่ไหนสำหรับการนอน พัก

โดยเหตุนั้นเตียงก็เลยเป็นสถานที่ที่คุณใช้เวลามากยิ่งกว่าสถานที่อื่น รวมทั้งขณะที่อยู่บนเตียงคุณมักนอน เมื่อหลับแล้วจะอยู่ในสภาพการณ์ หยิน

ซึ่งจะก่อให้พวกเรามีความหวั่นไหวต่อพลังงานรอบกายมากเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุดังกล่าว  จัดวางเตียง   ของคุณก็เลยมีผลต่อตัวคุณ

 

โดยเหตุนี้คุณควรเอาใจใส่หัวข้อการจัดเตียงให้ถูกหลักฮวงจุ้ย หรือถ้าเกิดไม่อาจจะปรับปรุงได้ให้ปรับแต่งซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

 

  1. ตำแหน่งของการเป็นผู้สั่งการ พวกเราควรจะวางเตียงโดยใช้หลักของตำแหน่งผู้สั่งการเพราะว่ามันสามารถแลเห็นประตูห้องนอนได้ แต่ว่าคุณไม่สมควรจะให้ตำแหน่งประชันหน้ากับประตูแบบจัง ๆ เลย ซึ่งคุณอาจจะวางเตียงแบบเยื้อง ๆ หลบ ๆ หน่อย

 

  1. วางเตียงชมรมกับประตู นอกเหนือจากการวางเตียงแล้ว อีกต้นสายปลายเหตุหนึ่งที่ควรรอบคอบสำหรับเพื่อการวางเตียงเป็นการวางเตียงสมาคมกับประตูห้องนอน สิ่งที่ควรรอบคอบเป็นไม่สมควรเปิดประตูแล้วชนกับส่วนใดส่วนหนึ่งของเตียง อย่างเช่นหากเปิดประตูมาแล้วชนกับท่อนหัวนอนอาจจะส่งผลให้คุณปวดศีรษะ หรือถ้าหากประตูเปิดแล้วชนกับส่วนเท้า คุณอาจมีปัญหาเรื่องเท้าเมื่อเวลาผ่านไป รวมทั้งควรจะระวังไม่ให้เท้าชี้ไปที่ประตูโดยตรงเพราะเหตุว่ามันบอกถึงตำแหน่งโลง

 

  1. หัวเตียงชนกับฝาผนังทึบ จะตีความหายได้ว่าคุณจะได้รับการช่วยสนับสนุนจากผู้อื่นแม้กระนั้นเนื่องด้วยบางทีพวกเราบางครั้งอาจจะมองเห็นเตียงอยู่กึ่งกลางห้อง เท่ากับว่าเป็นเรื่องไม่ดี นอกจากนั้นไม่สมควรมีหน้าต่างอยู่ตรงหัวเตียง

 

  1. หัวเตียงชนกับฝาห้องนอน ควรจะเลี่ยงไม่ให้หัวเตียงชนกับฝาผนังน้ำ แม้กระนั้นถ้าเกิดหลีกเลี่ยงมิได้ให้ใช้กระจกตั้งที่ข้างหลังเตียงเพื่อขยายมุมมองของห้องนอนให้กว้างขึ้น

 

  1. พื้นที่ข้างเตียงทั้งสองฝั่ง สำหรับคนที่อายุมาก ๆ จะดีเยี่ยมหากเปิดไม่ให้ทั้งสองฝั่งมีอะไรมาขวางเปิดโล่งดีกว่า ซึ่งเสนอแนะว่าให้เว้นระยะไว้ราวๆ 18 นิ้ว แต่ว่าการที่ทำเตียงให้ด้านหนึ่งของการตั้งเตียงให้ด้านหนึ่งชนกับฝาผนัง เพราะว่าหากด้านใดด้านหนึ่งชิดกำแพงจะไม่บาลานซ์พลังระหว่างพลังหยิน หยาง

 

  1. เลี่ยงคาน สำหรับฮวงจุ้ยที่เยี่ยมที่สุดสำหรับการวางเตียงแล้ว ข้างบนเหนือเตียงของคุณไม่สมควรมีคาน ซึ่งถ้าหากไตร่ตรองหลักทางสถาปัตยกรรมคานเหนือเตียงนี้สามารถสร้างแรงกดดันให้กับคุณโดยไม่จำเป็น แม้หลีกเลี่ยงไม่ได้การปรับแต่งได้แก่การใช้ม่านเพื่อปกปิดรอบๆนั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    ole777

การเอาตัวรอดที่ควรสอนเด็กๆตั้งสติระวังเหตุร้ายในทุกสถานการณ์

เด็ก ๆ เป็นกลุ่มที่เปราะบางและมีโอกาสเผชิญกับอันตรายในชีวิตประจำวันโดยไม่ทันตั้งตัว การสอนให้พวกเขารู้จักการเอาตัวรอดและตั้งสติเมื่อเกิดเหตุร้ายเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากสถานการณ์อันตรายได้อย่างมาก 

  1. สอนให้ตั้งสติและไม่ตื่นตระหนก

เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น หลงทาง ไฟไหม้ หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินอื่น ๆ เด็ก ๆ อาจเกิดความตกใจและไม่รู้จะทำอย่างไร สิ่งแรกที่ต้องสอนคือการ “ตั้งสติ” โดยบอกให้เด็กหายใจลึก ๆ คิดให้รอบคอบ และไม่วิ่งหนีโดยไม่มีเป้าหมาย เพราะการตกใจเกินไปอาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาดได้

 

  1. สอนให้รู้จักขอความช่วยเหลือ

เด็กควรรู้ว่าเมื่อเกิดอันตรายสามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง เช่น พ่อแม่ คุณครู เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ นอกจากนี้ ควรสอนให้เด็กจดจำหมายเลขฉุกเฉิน เช่น 191 (ตำรวจ), 1669 (หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน) และ 199 (ดับเพลิง) รวมถึงให้ฝึกพูดขอความช่วยเหลืออย่างชัดเจน เช่น “หนูหลงทางค่ะ/ครับ ช่วยพาหนูไปหาพ่อแม่ด้วย”

 

  1. สอนให้รู้จักป้องกันตัวเองจากคนแปลกหน้า

เด็กควรเข้าใจว่าคนแปลกหน้าบางคนอาจมีเจตนาไม่ดี เช่น ล่อลวงไปในที่เปลี่ยวหรือใช้ของเล่น ขนม หรือเงินมาหลอกล่อ ควรสอนให้เด็กไม่รับของจากคนแปลกหน้า และหากรู้สึกไม่ปลอดภัยให้ตะโกนขอความช่วยเหลือหรือวิ่งไปหาผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ทันที

 

  1. สอนให้รู้จักการเอาตัวรอดในเหตุการณ์ต่าง ๆ

– หากเกิดไฟไหม้: ให้สอนเด็กว่าต้องหมอบต่ำเพื่อหลีกเลี่ยงควันไฟ และใช้ผ้าเปียวนำมาปิดจมูกเพื่อช่วยหายใจ ควรมองหาทางออกที่ปลอดภัยและไม่ใช้ลิฟต์

– หากหลงทาง: ควรหยุดอยู่ที่เดิม อย่าพยายามเดินไปเอง และมองหาคนที่สามารถช่วยเหลือได้ เช่น เจ้าหน้าที่หรือพนักงานร้านค้า

– หากถูกลักพาตัว: ให้พยายามตะโกนสุดเสียง ขัดขืน และหาทางหนีโดยเร็วที่สุด เช่น ถีบ เตะ หรือกัดเพื่อให้คนร้ายปล่อยตัว

 

  1. สอนให้รู้จักสังเกตสิ่งผิดปกติ

เด็กควรได้รับการฝึกให้สังเกตสิ่งรอบตัว เช่น มีใครเดินตามหรือมีคนขับรถชะลอรถใกล้ ๆ หรือไม่ รวมถึงฝึกให้รู้จักเส้นทางที่ปลอดภัย เช่น ทางกลับบ้าน หรือจุดปลอดภัยในโรงเรียน

 

  1. สอนให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย

หากเด็กโตพอที่จะใช้โทรศัพท์มือถือ ควรสอนให้ใช้แอปพลิเคชันติดตามตำแหน่ง แชร์โลเคชันกับพ่อแม่ หรือโทรหาหมายเลขฉุกเฉินเมื่อจำเป็น นอกจากนี้ ควรสอนให้ใช้โซเชียลมีเดียอย่างปลอดภัย ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวกับคนแปลกหน้า

การเอาตัวรอดที่ควรสอนเด็กๆ ในสถานการณ์อันตรายไม่ใช่เรื่องที่ทำเพียงครั้งเดียว แต่ควรปลูกฝังเป็นนิสัยเพื่อให้เกิดการจดจำและนำไปใช้ได้จริง

การฝึกซ้อมเหตุการณ์จำลองกับเด็กเป็นประจำจะช่วยให้พวกเขาพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้พวกเขาเติบโตอย่างปลอดภัยและมีสติในทุกสถานการณ์

 

สนับสนุนบทความเนื้อโดย      ole777