m5zn_9319645c9643fc1

หลุมดำที่มีมวลต่ำที่สุด

ถ้าพูดถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในอวกาศของเรา สิ่งที่แรกที่จะนึกถึงคงจะหนีไม่พ้นการระเบิดของ         ดวงอาทิตย์ ที่เมื่อมันเกิดระเบิดขึ้นมาแล้วแน่นอนว่าโลกของเรา  ที่เป็นบริวารของมันคงจะไม่มีชีวิตรอดได้อย่างแน่นอน และรองลงมาคงจะเป็นการที่มีดาวเคราะห์น้อย  หรือวัตถุนอกโลกที่อาจจะพุ่งตรงลงมายังโลกของเราทำให้สิ่งมีชีวิตต่างๆ ต้องมาถึงยุคสุดท้ายของมัน แต่นอกจากที่เราได้กล่าวมาเหล่านี้แล้วนั้น ก็ยังมีสิ่งที่น่ากลัวไม่แพ้กันเลยก็คือ

ถ้าเมื่อพูดถึงเรื่องของหลุมดำแล้ว  คงจะเป็นวัตถุนอกโลกที่ไม่มีสิ่งใดที่อยากเข้าใกล้อย่างแน่นอน     ไม่ว่าจะเป็นดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ หรือแม่แต่ระบบสุริยะที่มีขนาดใหญ่มากๆ ก็ยังต้องยอมแพ้ให้กับ เพราะ   ถ้ามันดูดกลืนระบบสุริยะทั้งระบบแล้วละ  ก็อย่างหวังว่าจะมีสิ่งใดที่ได้ออกมาจากมัน แต่ถ้าอยากออกมาจากหลุมดำที่แสนน่ากลัวนี้นั้นก็คงต้องเป็นวัตถุที่มีความเร็วกว่าแสง

ซึ่งในตอนนี้นั้นยังไม่มีอะไรที่เร็วกว่าแสงเลย และเมื่อไม่นามานี้นักดาราศาสตร์ได้มีการค้นพบหลุมดำมวลต่ำที่สุด แค่ 3.3 มวลสุริยะ  นักดาราศาสตร์คณะหนึ่งได้ค้นพบหลุมดำมวลดาวฤกษ์ดวงใหม่  ที่มีมวลต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีการถูกค้นพบมา และยังนับเป็นหลุมดำประเภทใหม่ที่มีการค้นพบอีกด้วย เมื่อดาวฤกษ์มวลสูงได้มีการเผาผลาญเชื้อเพลิงไปจนหมด  จนได้มีการระเบิดออกไปเป็นซูเปอร์โนวาที่สว่างไสว ส่วนแกนดาวที่เหลือจาการระเบิดจะยุบลงกลายเป็นวัตถุที่มีความหนาแน่นสูงมาก ซึ่งอาจจะเป็นดาวนิวตรอน

หรือไม่ก็หลุมดำ นักดาราศาสตร์ได้มีการค้นพบหลุมดำมวล     ดาวฤกษ์มาแล้วหลายดวง ซึ่งทั้งหมดจะมีมวลอยู่ที่ 5-15 มวลสุริยะ ส่วนดาวนิวตรอนก็มีการพบจำนวนไม่น้อยเลยเช่นกัน ส่วนใหญ่จะมีมวลไม่เกิน 2.1 มวลสุริยะ หากแกนดาวที่ยุบตัวลงมีมวลเกิน2.5 มวลสุริยะ           จะกลายเป็นหลุมดำนั้นเอง 

ในอวกาศของเรานั้นมีอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจ  ให้เราได้ศึกษากันอีกมากมาย ไม่ใช้แค่เรื่องของดวงดาว องค์ประกอบของระบบสุริยะ องค์ประกกอบต่างๆ ของดาวเคราะห์แต่นอกจากนี้ยังมีเรื่องของหลุมดำที่เรา    ได้มีการกล่าวไว้ข้างต้น  ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีการค้นพบหลุมดำ  ที่มีขนาดแตกต่างกันมากมาย ภายในกาแลกซี่ทางช้างเผือกของเรา แน่นอนว่าหลุมดำที่ว่านี้มีความน่ากลัวไม่ต่าง  จากการที่จะมีวัตถุจากนอกโลกพุ่งมาชนโลกของเราเลย

 

 

สนับสนุนโดย.   gclub ฝาก ขั้นต่ำ 20

m5zn_9319645c9643fc1

การกำเนิดหินอัคนี

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต สิ่งที่ไม่มีชีวิต หรือแม้แต่ระบบสุริยะของเรายังมี     ต้นกำเนิดหรือการเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้มันเกิดขึ้นมา หินเป็นสิ่งที่เราเห็นกันอยู่ทั่วๆ ไปโดยมันเป็น  สิ่งที่เราเห็นกันอยู่เป็นประจำ จนบางที่เราไม่ได้มีความสงสัยที่จะอยากรู้เลยว่า หินนั้นที่เราเห็นๆ กันนี้มีการกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร

หินเป็นสิ่งที่เรานำมาใช้ประโยชน์อย่างมากมาย หินนั้นแบ่งออกเป็นสามชนิดตามลักษณะของการเกิด ซึ่งมีดังนี้ คือ หินอัคนี หินตะกอน และสุดท้ายหินแปร และในวันนี้เรามาทความรู้จักเกี่ยวกับการกำเนิดของหินอัคนีกันเลยดีกว่า สำหรับหินอัคนีที่เรากำลังจะพูดถึงกันนี้ เกิดจากการเคลื่อนตัวของหินหนืด ภายใต้ชั้นแมนเทอร์ที่อยู่ใต้เปลือกโลกของเรา หินหนืดที่อยู่ภายใต้เปลือกโลกเราจะเรียกว่าแมกมา

และเมื่อเปลือกโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างเช่น การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ทำให้หินหนืดพุ่งออกมายังผิวโลก หรือแทรกตัวอยู่ตามชั้นหินต่างๆ นั้นเราจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ลาวา ซึ่งแมกมาหรือลาวาที่เราพูดถึงกันนี้ จะเย็นตัวภายใต้เปลือกโลกหรือภายนอกเปลือกโลก จะจับตัวกันเป็นก่อนแข็งเรียกว่า หินอัคนีนั้นเอง สำหรับหินอัคนีนี้ ก็ยังแบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อยๆ ได้อีกคือ หินอัคนีแทรกซอน และหินอัคนีพุ หินอัคนีแทรกซอนเกิดจากการที่อุณหภูมิของแมกมาเย็นตัวลงและตกผลึกอย่างช้าๆ เปลือกโลก มีเนื้อผลึกที่หยาบ และจะประกอบด้วยแร่ขนาดใหญ่หลายชนิด

สอดประสานเกาะกันแน่น ส่วนหินอัคนีพุหรือหินภูเขาไฟ เกิดจากอุณหภูมิของลาวาเย็นตัวลงแล้วเกิดผลึกอย่างรวดเร็ว บนพื้นผิวโลกเนื่องจากการปะทุของภูเขาไฟ เป็นผลที่ทำให้ลาวา ซึ่งจะประกอบได้ด้วยแก๊สเป็นจำนวนมาก จากทีเราได้พูดมาทั้งหมดนี้คงจะทำให้หลายๆ คนเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของหินได้ไม่มาก็น้อย แต่นอกจากการกำเนิดของหินอัคนีแล้ว ยังมีหินอีกสองชนิดให้เราได้ศึกษาการกำเนิดของมัน เมื่อได้ศึกษาแล้ว ก็ลองนำข้อมูลที่ได้ไปศึกษาเกี่ยวกับหินอีกสองชนิดมาเทียบกับการเกิดของหินอัคนีดูว่า      มีความแตกต่างหรือความเหมือนกันอย่างไรบ้าง 

อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในโลกใบนี้ของเราล้วนแล้วแต่มีต้นกำเนิด    กันทั้งนั้น  เพียงแต่ว่าต้นกำเนิดของสิ่งต่างๆ นั้นมีทีไปที่มาที่แตกต่างกันไป บางอย่างที่แหล่งกำเนิดเหมือนกันแต่ลักษณะอาจะแตกต่างกันก็ได้  และบางที่สิ่งที่มีต้นกำเนิดที่ต่างกันอาจจะมีอะไรที่คล้ายกันมากว่าก็ได้ใครจะไปรู้

 

สนับสนุนโดย.     ufabet สมัครสมาชิก

m5zn_9319645c9643fc1

หินและแร่

แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม ดินถล่ม สึนามิ เป็นพิบัติภัยธรรมชาติที่เกิดข้นบ่อยครั้งและหลายครั้งซ้ำๆ กัน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้นั้นเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วและหายไปสิ่งที่พวกมันทิ้งไว้ก็คือ มันได้สร้างความเสียหายแก้ชีวิตและทรัพย์สินต่างๆ มากมาย และโลกของเรานั้นมีส่วนประกอบต่างๆ มากมาย เหตุที่เราจะนำมาพูดถึงคือการนำพวกมันมาใช้ประโยชน์ ส่วนประกอบก็จะมีดังนี้ แร่เหล็ก หินปูน ปิโตเลียม ดิน หินอ่อน ทองแดง และน้ำ เป็นต้น

ส่วนต่างๆ หรือแร่ที่เป็นส่วนประกอบของโลกต่างๆ ที่ได้กล่าวมาเบื้องต้นนี้ แหล่งแร่ต่างๆ เหล่านี้จะปรากฏให้เราเห็นเป็นบริเวณ และมีความสัมพันธ์กับหินต่างชนิดกัน ต่างชนิดกัน พื้นผิวของโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ถูกปกคลุมไปด้วยหินสามชนิดด้วยกัน  ซึ่งได้แก่ หินอัคนี หินตะกอน และสุดท้ายหินแปร จากการที่แร่       ชนิดต่าง ๆ  เป็นสารประกอบของหิน ซึ่งหินแต่ละชนิดที่เรารู้จักกันนี้ จากประกอบด้วย

แร่ตั้งแต่หนึ่งชนิดหรือมากกว่านี้ และ นักธรณีวิทยา จำเป็นที่จะต้องศึกษาเรื่องแร่ความคู่ไปด้วย แล้วเรื่องหินและแร่ก็ได้การเป็นของคู่กันและแยกออกจากกันไม่ได้ จากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกจนทำให้เกิดเป็นหินชนิดต่าง ๆ ขึ้นมา     หินแต่ละชนิดที่ เกิดขึ้นมามีการเกิดที่แตกต่างกันออกไป หินเป็นสิ่งที่เราเห็นกันเป็นประจำและได้เห็นกันจนเบื่อแล้วแน่นอนว่าคงที่ไม่มีใคร 

ค่อยสนใจว่าหินเกิดขึ้นมาได้อย่างไรเป็นแน่ หินแต่ละชนิดนั้นจะมีความแข็ง ความหนืด และความ ถ่วงจำเพาะแตกต่างกัน  และผงสีเฉพาะตัว แล้วแร่ที่พบบนโลกมีมากกว่าสามพันห้าร้อยชนิด แต่จะมีแร่เพียง ไม่กี่ชนิดที่เป็นแร่ประกอบหินที่พบในส่วนเปลือกโลก  แร่นั้นจะแบ่งออกเป็นกลุ่มเช่นเดียวกับหิน

แต่แร่นั้นจะเป็นสองกลุ่มคือ หนึ่งแร่ซิลิเกต สองกลุ่มแร่ที่ไม่ใช่ซิลิเกต มากกว่าร้อยละเก้าสิบของแร่ประกอบหินจะเป็นแร่ที่เรียกว่าแร่ซิลิเกตนั้นเอง ซึ่งแร่ซิลิเกตที่เราพูดถึงนี้จะประกอบด้วย ซิลิกอน และออกซิเจนเป็นหลัก ส่วนกลุ่มแร่ประกอบหินที่ไม่ใช้ซิลิเกตที่สำคัญ ๆ คือ กลุ่มคาร์บอเนต 

สุดท้ายนี้แร่ชนิดต่างๆ ยังสามารถนำมาสร้างในเกิดมูลค่าที่เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย และหินที่เราเห็นทั่วๆ ไปนั้นจนไม่ได้มีความสงสัยเลยว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และมีอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง แต่เมื่อเราได้ลองศึกษาและค้นคว้าดูแล้วก็ทำให้เราได้รู้เพิ่มอีกเรื่องหนึ่งเลยก็คือ หินที่เกิดขึ้นมานั้นมีส่วนประกอบของแร่        ที่แตกต่างกันอีกด้วย 

 

สนับสนุนโดย.    www.ufabet.com ลูกค้าลองเข้าผ่านลิ้งนี้นะค่ะ

m5zn_9319645c9643fc1

ความลับของดาวเสาร์กับน้ำพุร้อน

ดาวเคราะห์ดวงต่างๆ ที่อยู่ในระบบสุริยะของเรา   นั้นมีความที่สับซ้อนและบางเรื่อก็ยากเกินกว่า     ที่เราจะสามารถเข้าใจได้  ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะดวงหนึ่งที่มีความลับซ้อนอยู่มากมายเลย   ดวงหนึ่งก็คือ ดาวเสาร์นั้นเอง สำหรับดาวเสาร์สิ่งที่ทำให้เรารู้จักกันดีเลย  ก็คือได้ชื่อว่าเป็นดาวเคราะห์ที่สวยที่สุดในระบบสุริยะ และมันยังมีวงแหวนที่น่าทึ้งเอามากๆ อีกด้วย

สำหรับโลกของเรานั้นนำพุร้อนนั้น   มีอยู่ตามบริเวณต่างๆ ที่มันจะสามารถเกิดขึ้นมาได้ แถมมันยังสามารถทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้อีกด้วย  แต่แน่นอนว่าถ้าเราพูดถึงเรื่องน้ำพุร้อนบนโลกทุกคนคงจะรู้จักและคุ้นชินกันดีอยู่แล้ว แต่สำหรับน้ำพุร้อนที่เกิดอยู่บนดาวดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะคงจะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันเท่าไหร่  แน่นอนว่าดาวเคราะห์ที่มีความลับมากมาย

และน่าสนใจอีดวงหนึ่งในระบบสุริยะ นั้นก็คือดาวเสาร์ ดาวเสาร์ไม่ได้มีความลับแค่เกี่ยวกับวงแหวน  ที่สามารถสะท้อนแสงได้แต่ยังมีความลับอีกมากมาย    ซ้อนอยู่  อย่างพายุหกเหลียม และทะเลมีเทน ก่อนที่ยานอวกาศแคสสินีจะได้ได้ทำการจบชีวิตลงที่บ้านหลังใหญ่ของมัน  มันได้ทำการค้นพบ สิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งนั้น คือ น้ำบนดวงจันทร์เอนเซลาดัส 

องค์การ    นาซ่าได้ออกมาแถลงการณ์  การค้นพบยานแคสสินีได้บินผ่านดวงจันทร์เอาเซลาดัส  ดาวบริวารของดาวเสาร์ และได้ถ่ายรูปรวมถึงทั้งเก็บตัวอย่างไอน้ำร้อน  ที่โพยพุ่งออกมาจากขั้วใต้ของดาว นั่นทำให้เห็นว่า             ก้นมหาสมุทรของเอนเซลาดัส  มีกระแสน้ำร้อนเลี้ยงอยู่ ซึ่งมันเป็นสภาวะที่คล้ายๆ กับโลกของเรา ผลการค้นพบครั้งนี้ยังถูกตีพิมพ์  โดยได้ระบุว่าใต้พื้นผิวของเอนเซลาดัส  มีความกว้างใหญ่ไพรสานปกคลุมทั้งดาว และยังมีความลึกหลายกิโลเมตร  ซึ่งได้รับความร้อนแกนกลางของดาวที่เป็นของแข็งโยที่แรงดึงดูดมหาศาล    มาจากดาวเสาร์ ซึ่งมันจะบีบให้แกนกลางของเอนเซลาดัสเกิดความร้อนอีกด้วย

ซึ่งถ้าหากว่าเอนเซลาดัสนั้น  มีสิ่งมีชีวิตหรือพวกแบคทีเรียอยู่จริงๆ คงจะเป้นกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างที่ไม่ได้ซับซ้อน  แต่ก็สามารถทนร้อนทนหนาวได้ดี นอกจากนี้ดาวเสาร์หรือดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ นั้นยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมายที่ที่จะให้เราได้ศึกษาค้นคว้ามากมาย แต่ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องที่ยากที่เราจะต้องมาศึกษาและค้นคว้า  แต่นั้นก็คงจะไม่ได้ยากไปเกิดกว่าความสามารถของมนุษย์เราเท่าไหร่นักถ้าเราอยากรู้คำตอบจริงๆ

 

สนับสนุนโดย .    gclub มือถือ ทดลองเล่น

m5zn_9319645c9643fc1

ดาวฤกษ์ SAO 2064622

ในจักรวารที่แสนจะกว้างใหญ่  มีทั้งสิ่งที่เราค้นพบมากมายและสิ่งที่เราจะไม่ได้มีการค้นพบอีกมากมายเช่นเดียวกัน สำหรับในจักรวารของเราถ้าจะพูดถึงดาวที่มีแสงสว่างในตัวเองคงจะหนีไม่พ้นอย่างแน่นอน และถ้าพุดถึงดาวฤกษ์ที่เรารู้จักและคุ้นเคยมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น ดาวฤกษ์ที่มีชื่อว่าดาวอาทิตย์ ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่ค่อยส่งแสงส่องสว่างมายังโลกของเราและยังสองไปยังดาวเคราะห์ดวงต่างๆ ที่อยู่ในระบบสุริยะอีกด้วย

ดาวเคราะห์นั้นมีอยู่มากมาในจักรวารแห่งนี้  มีทั้งในระบบสุริยะและนอกระบบสุริยะ ดาวฤกษ์ที่ได้มีการค้นพบก็มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป บางดวงมีการโคจรรอบกันเองระหว่างดาวฤกษ์ และบางดวงก็มีลักษณะรูปร่างที่คล้ายกับไข่ อย่างที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า ดาวฤกษ์นั้นมีอยู่ทั่วไปในจักรวารแห่งนี้ และในวันนี้เราจะมาดาวความรู้จักกับดาวที่มีชื่อว่าดาว SAO 2064622 คุณอย่าพึ่งตกในว่าทำไม่ดาวถึงมีชื่อแบบนี้ไม่เหมือนกับชื่อดาวในระบบสุริยะของเรา

แน่นอนว่าสิ่งนี้คงจะต้องไปถามนักดาราศาสตร์ผู้ที่ค้นพบแล้วละ สำหรับดาว SAO 2064622 ถ้าเราพูดถึงแขนกังหันหรือ Spiral Arms เราก็คงจะนึกถึงกาแลกซี่ที่ดูเหมือน    กาแลกซี่ทางช้างเผือกของเรา  แต่อย่างไรก็ตามดาว SAO 2064622 ที่ว่านี้ยังได้ช่วยพิสูจน์ให้เราได้รู้แล้วว่าเรากำลังคิดผิด เพราะดาว SAO 2064622 นั้น

เป็นดาวฤกษ์ที่มีแขนกังหันสองอัน ดาวที่วานี้อยู่ในกลุ่มดาวหมาป่า ซึ่งมันอยู่ห่างจากโลกของเราประมาณ 460 ปีแสง โดยดาวฤกษ์ SAO 2064622 ถือว่าเป็นดาวฤกษ์ที่มี     อายุน้อย ที่ประกอบไปด้วยฝุ่นและก๊าซ ในรูปแบบของแขนกังหันที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนซึ่งการปรากฏของแขนกังหันเหล่านี้ดูเหมือนจะเกี่ยวข้อง กับการมีอยู่ของดาวเคราะห์ของกลุ่มก๊าซรอบๆ

ดาวฤกษ์เส้นผ่าศูนย์กลางของฝุ่นและกลุ่มก๊าซที่ล้อมรอบดาวฤกษ์ SAO 2064622 จะมีความกว้างเกือบสองเท่าของ   วงโคจรของดาวพลูโต  

อย่างไรก็ตามไม่ว่าดาวฤกษ์ SAO 2064622 นี้จะมีแกนกังหันที่น่าศึกษา แต่คุณก็อย่าลืมว่ายังมีดาวฤกษ์อีกมากมายที่อยู่ในจักรวารแห่งนี้ที่น่าศึกษาเช่นเดียวกัน  ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้นักวิทยาศาสตร์และ       นักดาราศาสตร์จะมีการค้นพบ  ดาวเคราะห์มากมายหลายดวงแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่หยุดที่จะค้นหา เพราะพวกเขายังมีความเชื่อที่ว่ายังมีดาวฤกษ์และดาวเคราะห์อีกมากมายที่พวกเขายังไม่ค้นพบอีกมาก 

 

สนับสนุนโดย    gclub ฟรีสปิน

m5zn_9319645c9643fc1

กลุ่มอาการพาทัวซินโดรม (Patausyndrndrome)

โรคติดต่อ ถ้าใครได้ยินก็คงไม่อยากที่จะเข้าใกล้อย่างแน่นอน เพราะทุกคนก็ต่างกลัวที่จะติดโรคกันทั้งนั้น  โดยเฉพาะโรคที่ได้มาจากการมีเพศสัมพันธ์  โดยที่ไม่ได้มีการป้องกันแล้วเกิดพลาดขึ้นมา ถ้าคุณติดโรคเหล่านี้มาสิ่งแรกที่คุณจับเลยก็คือสายตาที่คนรอบข้าง  ที่เคยมองคุณจะเริ่มเปลี่ยนไปจนคุณสามารถรับรู้ได้  ว่าพวกเขาไม่เหมือนเดิม เพราะมันจะเปลี่ยนไปจนคุณ  ไม่สามารถที่จะพูดคุยกับพวกเข้าได้ตามปกติอย่าง     ที่เคยเป็น

โรคติดต่อมีมากมายหลายรูปแบบ สิ่งแรกที่เราจะนึกถ้าพูดเกี่ยวกับโรคติดต่อ แน่นอนสิ่งแรกที่เข้ามาในหัวเลยคือโรคติดต่อที่ได้มาจากการมีเพศสัมพันธ์ รองลงมาก็คงจะเป็นโรคที่ต่อทางพันธุกรรม โรคติดต่อทางพันธุกรรมที่ว่านี้เป็นความผิดปกติที่ได้มาตั้งแต่เกิด โรคติดต่อทางพันธุกรรมที่เรามักจะรู้จักและคุ้นเคยกันดี     ก็คงจะหนีไม่พ้น คนที่ป่วยเป็นโรคดาวซินโดรม ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีความผิดปกติของโคโมโซมคู่ที่21

แต่ถ้าจะพูดถึงเรื่องนี้คงจะเป็นอะไรที่ทุกคนคุ้นเยกันอยู่แล้ว สำหรับในวันนี้เราจะมาทำความรู้โรคที่มีความผิดปกติทางโคโมโซมอีกโรคหนึ่งที่คนไม่ค่อยได้ยินเท่าไหร่นัก นั้นก็คือกลุ่มอาการพาทัวซินโดรม (Patausyndrndrome) โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของโคโมโซม ที่จะอยู่ในส่วนของออโต้โซม

โดยที่เราจะมารู้กันก่อนว่าโดยปกติแล้วโคโมโซมของเรานั้นวจะมีทั้งหมด 46 คู่ สำหรับโรคที่เรากำลังจะพูดถึงก็คือกลุ่มอาการพาทัวซินโดรม (Patausyndrndrome) จะเป็นความผิดปกติของโคโมโซมคู่ที่ 13 นั้นเกินมา ดังนั่นมันจึงจะมีการรวมโคโมโซมทั้งหมดให้กลายเป็น 47 แท่ง

ลักษณะของโรคที่ว่านี้ก็จะเป็นพวกปากแห่วงเผดานโหว่ ตาเล็ก ใบหูจะมีลักษณะที่ต่ำกว่าปกติ นิ้วมือนิ้วเท้าอาจจะเกินมา หัวใจหรืไตอาจจะมีการทำงานที่ผิดปกติ สมองพิการบาง และเด็กก็อาจะเสียชีวิตก่อนได้หลังจากที่คลอดออกมาภายในไม่กี่เดือน หรือว่าถ้าเกิดมีชีวิตอยู่รอดก็จะอยู่ได้ภายในไม่กี่เดือนเพราะว่าอายุที่สั้นมากๆ ซึ่งก็จะพบได้ประมาณ 1ใน 5,000 คนของเด็กแรกเกิด 

สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นโรคที่ติดต่อกันในทางไหน เมื่อได้ชื่อว่าเป็นโรคติดต่อถ้าเลือกเกิดได้ก็คงจะไม่มีใครที่อยากเป็นอย่างแน่นอน ถ้าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจจะป้องกันไม่ให้มันเกิด   ขึ้นได้ แต่ถ้าเป็นโรคติดต่อท่งพันธุกรรมอย่างความผิดปกติ ของโคโมโซมคงจะเป็นเรื่องที่ยากที่เราะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นมาได้

 

สนับสนุนโดย   ufabet สมัครยังไง

m5zn_9319645c9643fc1

พืชสามารถมองเห็นได้

สำหรับการมองเห็นนั้นมันเป็นสิ่งเกิดขึ้นมาพร้อมกับมนุษย์ และก็รวมถึงสัตว์ด้วย เพราะการมองเห็นนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นมาให้กับเราได้มองเห็น และได้รับรู้ถึงสิ่งที่อยู่รอบตัว สำหรับสัตว์การมองเห็นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นในการมองหาเหยื่อ หรือมองหาศัตรูที่จะเข้ามาทำร้ายตนเอง และจะได้รีบหลบหนีทันได้

เพราะถ้าหากมองไม่เห็นจาการที่จะต้องหนี กลับต้องมาตกเป็นเหยื่อเสียแทนเสียเอง และในส่วนของมนุษย์การมองเห็นถือ ได้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนิด หรือการใช้ชีวิตเป็นอย่างมากเพราะถ้าเรามองไม่เห็น คงจะเป็นอะไรที่ทรมาไม่น้อยเลย

อย่างที่เราบอกไปแล้วว่าการในมนุษย์ หรือสัตว์ชนิดต่างๆ นั้นมันเป็นเรื่องปกติที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นมาให้กับเราอยู่แล้ว และไม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร แต่คุณรู้หรือไม่ว่ามันไม่ได้มีแค่มนุษย์และสัตว์เท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้ แต่มันยังมีพืชที่สามารถมองเห็นได้เช่นกันอีกด้วย

ในส่วนของความคิดเรื่องการมองเห็นของพืช ไม่ได้เป็นเรื่องที่ใหม่อะไร เพราะในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ลูกชายของชาลส์ ดาร์วิน  นักธรรมชาติวิทยาเขาได้มีการแนะนำว่า พืชมีเซลล์ที่ไวต่อแสง  และยังมีความสามารถที่คล้ายกับเลนส์       ซึ่งเซลล์เหล่านี้ได้มีการถูกค้นพบในภายหลัง และถูกเรียกว่าตาเดี่ยวหรือ Oceli แต่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้มากเท่าที่ควรนัก จนกระทั้งในปี 2017 นักวิทยาศาสตร์สองคนได้ชี้ให้เราได้เห็นว่า แบททีเรียเซลล์เดียวบางตัว

ได้มีการทำหน้าที่ ที่คล้ายคลึงกับ  Oceli โดยที่มันจะทำหน้าที่ในการตรวจจับแสง ซึ่งพวกเขาได้สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระดับล่าง สามารถทำงานได้ในลักษณะนี้ พืชที่มีพัฒนาการสูงกว่าก็จะรักษาคุณลักษณะที่เป็นประโยชน์นี้ไว้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังยังมีหลักฐานล่าสุด ว่าพืชบางชนิดเช่น กะหล่ำปลี จะมีหารผลิตโปรตีนที่เรารู้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการผลิต  Eyespot

ซึ่มีส่วนในการทำหน้าที่ในการรับความรู้สึกเกี่ยวกับแสงสว่าง อีกทั้ง Eyespot ยังเป็นตารับแสงที่ถูกพบได้ง่ายมาก ในสิ่งมีชีวิตเซลลืเดียวเช่นสาหร่าย นอกจากนี้ยังมีความสามารถแปลกๆ ของพืชชนิดหนึ่ง ที่มันสามารถเรียนแบบสี รวมถึงไปถึงรูปร่างของพืชที่อยู่ใกล้ๆ กับมัน ซึ่งถ้เามันไม่สามารถที่จะมองเห็นได้แล้วมันจะรู้ได้อย่างไรว่าพืชมราอยู่ใกล้เคีบงกับมันจะมีสี และลักษณะเป็นเช่นไร

ซึ่งอีกไม่นานก็คงจะมีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจังแน่นอน อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่เราได้พูดถึงไปนี้ มันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวความแปลกประหลาดของพืชเพียงอย่างเดียว ที่ได้ศึกษาค้นพบ แต่มันยังมีอะไรที่มากกว่านี้ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย    สมัครจีคลับ ไม่มีขั้นต่ำ

m5zn_9319645c9643fc1

สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร

จักรวารของเรานั้นกว้างใหญ่เกิดกว่าที่เราจะสามารถออกไปสำรวจได้ทั่วทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้น   ทั้งนักวิทยาศาสตร์ และนักดาราศาสตร์ต่างๆ ก็ยังไม่ลดละความพยายามที่จะพัฒนาเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ให้มีความก้าวหน้ามากกว่าที่เคยมีอยู่ อย่างที่เรานั้นก็รู้กันดีว่า เรื่องราวต่างๆ ที่อยู่นอกโลกของเราออกไป

นักวิทยาศาสตร์ก็ยังสามารถที่จะหาคำตอบของข้อสงสัยต่างๆ มาให้กับเราได้ศึษากัน แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า บางเรื่องที่เกิดขึ้นบนโลกของเรายังคงซ้อนปริศนาต่างๆ เอาไว้มากมาย

อย่างที่เราทุกคนนั้นก็รู้ๆ กันดีว่า  สิ่งที่อยู่นอกโลกของเรานั้นเป็นเรื่องที่ยากมากที่เราจะสามารถไปศึกษาสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับมันได้ แต่นั้นก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป  เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้สร้างยานอวกาศเพื่อไปสำรวจสิ่งเหล่านั้นได้แล้ว แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก ตอนนี้ทุกคนก็คงจะสงสัยว่านักวิทยาศาสตร์ศึกษาแต่สิ่งที่อยู่นอกโลกหรอ แล้วสิ่งที่อยู่บนโลกละพวกเขาได้ศึกษาหรือไม่ แน่นอนว่ามันต้องเป็นสิ่งที่พวกเขาศึกษาอยู่แล้ว

แต่คุณรู้หรือไม่ว่าในการศึกษาสิ่งที่อยู่บนโลกก็ใช่ว่าจะมีคำตอบในอธิบายในทุก ทุกเรื่อง อย่างเช่นคำถามที่ว่า สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร   และนี้เป็นหนึ่งในสิ่งปริศนา             ที่นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ยังไม่สามารถหาคำตอบเพื่อที่จะมาอธิบายได้ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นกำเนิดเกิดขึ้นมาบนโลกของเราได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์ค้นพบฟอสซิล

  หรือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวในชั้นน้ำแข็งของโลกที่มีอายุนับกว่าพันปี ซึ่งนี้ก็ถือได้ว่ามันเป็หลักฐานที่ใกล้เคียง กับความจริงมากที่สุด แต่คำถามก็คือไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดสามารถที่จะตอบได้ว่ามนุษย์เรานั้น  ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ได้อย่างไร แต่คุณรู้หรือไม่ว่านอกจากเรื่องที่มนุษยืถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกได้อย่างไรนั้น 

มันยังคงมีอีกมากมายหลายเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถที่จะให้คำตอบกับเราได้  แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร เพราะคนเรานั้นต่อให้จะเก่งแค่ไหนมันก็ต้องมีเรื่องที่ไม่สามารถหาคำตอบ  ของคำถามทุกคำถามได้ อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่าให้การสนับสนุนเป็นอย่างมาก  เพราะมันก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่หลายๆ คนอยากรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่ 

แต่สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลกของเราในตอนนี้ก็ยังถือได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวในระบบสุริยะเท่านั้น  และต่อให้สุดท้ายแล้วเราจะรู้หรือไม่ว่าสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไรถึงตอนนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องที่สำคัญอีกต่อไป

 

สนับสนุนโดย   gclub ทดลองเล่นฟรี

m5zn_9319645c9643fc1

ดวงจันทร์ฝุ่น

โลกของเรานั้นได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาเมื่นานมากแล้ว  ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่สิ่งแรกที่เกิดขึ้นใน       จักรวารแห่งนี้ก็ตาม แต่ก็ถือว่ามันได้ดำเนินมาไกล และมีการเปลี่ยนแปลงจากยุคแรกเริ่มเป็นอย่างมาก และถ้าหาจะถามถึงสิ่งที่อยู่คู่กับโลกของเรามาตั้งแต่แรก  ก็คงจะหนีไม่พ้นสองสิ่งนี้นั้นก็คือ ดวงอาทิตย์เพื่อนในยามเช้า และชวงค่ำก็จะมีดวงจันทร์ และดวงดาวต่างๆ อีกมากมมาย ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไปแต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังเหมือนเดิม คือดวงอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า  และเมื่อท้องฟ้ามืดลงก็จะเป็นดวงจันทรืขึ้นมาแทน

สำหรับโลกของเรา ดวงจันทร์ถือได้ว่าเป็นบริวารเพียงดวงเดียวที่อญุ่คู่กับโลกมารารแสนนาน และเราเองก็คงจะนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าหากโลกของเราไม่มีดวงจันทร์ จะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และเชื่อได้เลยว่าหลายๆ คนในที่นี้คงจะสงสัยว่าดวงจันทร์นั้นเกิดมากจากอะไร สำหรับเรื่อนี้ก็ได้มีนักวิทยาศาสตร์ออกมาบอกว่า แท้ที่จริงดวงจันทร์ของเรานั้นเกิดจากการที่ฝุ่นมารวมกัน แล้วกลายเป็นดาวขึ้นมา

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์นั้นเชื่อว่าในแต่ละวันเนี่ยดวงจันทร์จะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นจากเดิม แต่ในการสำรวจแล้วก็ได้พบกับความจริงที่ว่ามันก็มีขนาดเท่าเดิม เพิ่มเติมก็คือดวงจันทร์ก็ไม่ได้ออกจากโลกของเราไปไหนเลย มันก็ยังคงอยู่ที่เดิมแบบนี้ แบบที่มันเคยอยู่ไปเรื่อยๆ  ทั้งที่ในจักรวารแห่งนี้ก็มีดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ ดาวนั้น ดาวนี้ ที่แบบว่าแรงดึงดูดเยอะๆ แต่ก็ปรากฏว่าดวงจันทร์ดวงนี้ก็ยังคงอยู่เคียงข้างโลกของเราเหมือนกับที่เริ่มแรกมันเคยอยู่

จนทำให้หลายคนมีความเชื่อว่านี้อาจจะเป็นสิ่งที่มนุษย์ต่างดาวได้สร้างเอาไว้ หรือก็อาจจะเรียกอีกอย่างว่าเป็นยานอวกาศ หรือดาวเทียมนั้นเอง และนี้ก้คงจะเป็นเรื่องที่แปลกอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับดวงจันทร์ที่ใครหลายๆ คนอาจจะไม่รู้เกี่ยวกับมัน ถึงแม้ว่าดวงจันทร์จะเป็นบริวารของดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกที่เราได้อาศัยอญู่นี้ แต่ก็ใช่ว่าเราจะรู้จักมันดีไปเสียทุกอย่าง เพราะมันก็อาจจะมีด้านมืด ที่ไม่สามารถให้เรารับรู้ก็เป็นไปได้ ซึ่งคว่ทลับต่างๆ ที่เกี่ยวกับดาวจันทร์ก็ยังมีอีกมากโดยที่ถ้าเมื่อคุณได้รู้แล้ว    ก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยก็ได้

สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม  ไม่ว่าดวงจันทร์นั้นจะเกิดจากการที่ฝุ่นรวมตัวกันหรือไม่ นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญอีกต่อไป แต่ถ้าศึกษาไว้เพื่อเป็นความรู้ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือการ      ที่ดวงจันทร์ดวงนี้ยังคงขึ้นหลังจากที่ดวงอาทตย์ลาลับขอบฟ้าเหมือนอย่างที่เคยเป็นก็พอแล้ว

 

สนับสนุนโดย    gclub slot เล่นผ่านเว็บ

m5zn_9319645c9643fc1

การเดินทางไปทำงานลับๆ

เป็นที่เราทุกคนก็รู้กันดีว่า ช่วงอายุหนึ่งเมื่อถึงเวลาเราก็ต้องออกไปทำงานหาเงิน เพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัว คงจะไม่มีใครที่ให้พ่อแม่เลี้ยงไปตลอดหรอกจริงไหม แต่การเดินทางเพื่อไปทำงานขอคนปกติทั่วไปก็จะเดินทางแบบเปิดเผย แต่คุณรู้หรือไม่ว่ามันมีอยู่สถานที่หนึ่งที่คนที่ได้ไปทำงานในที่แห่งนั้น

การเดินทางของพวกเข้ามันจะต้องเป็นไปอย่างลับๆ ไม่สามารถที่จะให้ใครรู้ได้ ซึ่งเมื่อฟังดูแล้วมันก็อาจจะคล้ายกับหนังสายลับอะไรทำนองนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นจริงๆ เพราะสถานที่แห่งนั้นก็คือ

หลายๆ คนก็คงอยากจะรู้แล้วว่า สถานที่ที่เรากำลังจะไปพูดถึงนั้นมันคืออะไรกันแน่ ก่อนอื่นเลยคุณต้องรู้ก่อนว่าสถานที่แห่งนี้มันได้ถูกสร้างขึ้นมาในยุคของสงครามเย็ม ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อพูดมาถึงตอนนี้แล้วหลายๆ คนก็คงจะเคยได้ยิน หรือเคยผ่านหูมา และสถานที่ดังกล่าวนี้ก็คือ  Area 51 นั้นเอง หลายคนอาจจะสงสัยว่าชีวิตการทำงานของเจ้าหน้าที่ ที่ทำงานอยู่ภายใน  Area 51 เจ้าหน้าที่จะมีที่พักของตัวเองภายในนั้น

แต่ทว่าแท้จริงแล้วพวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้มีที่พักใด และในทุกๆ วันพวกเขาก็จะต้อง เดินทางไปทำงานเหมือนกับคนปกติเขาทำกัน และจะต้องเดินทางกลับที่พักของตัวเอง ซึ่งนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในการเดินทางประจำวันที่ดูจะแปลกประหลาด และมีความลึกลับมากที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา พวกเขาเหล่านี้จะเดินทางโดยเครื่องบิน ซึ่งจะมีโรงเก็บเครื่องบินที่มีไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ของ  Area 51

โดยที่ภายในจะมีอาคารผู้โดยสาร จุดหมายปลายทางในการเดินทางกลับที่พัก เครื่องบินจะลงจอที่ท่าอากาศยานนานาชาติ            Mc Carran ซึ่งมัยจะตั้งอยู่ที่ กลากเคาน์ตี้รัฐเนวาดา ห่างจากตัวเมืองลาสเวกัสไปทางตอนใต้ประมาณ           8 กิโลเมตร และที่น่าสนใจไปมากกว่านั้นก็คือเครื่องบินจาก  Area 51 จะใช้สัญญาณและเครื่องหมายลับที่ถูกเรียกว่า Janet

ซึ่งมันอาจจะเป็นสายการบินที่ลึกลับที่สุดในโลก โดยที่Janet จะไม่ใช่ชื่อบริษัทที่ถูกจดทะเบียนด้วยชื่อนั้นจริงๆ แต่จะเป็นเพียงชื่อที่ถูกมอบให้ กับเที่ยวบินดังกล่าวเหล่านั้น และที่การเดินทางไปทำงานที่  Area 51 เป็นการเดินทางแบบลับๆ มันอาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในอาจจะไม่ได้เป็นพื้นที่ทางทหารอย่างที่เราเข้าใจกันก็ได้

เพราะมันอาจจะมีเรื่องของมนุษย์ต่างดาวเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างที่ได้มีการออกมาพูดถึงอยู่บ่อยๆ อย่างไรก็ตามไม่ว่าถภายในนั้นจะทำงานเกี่ยวกับอะไร แต่ที่แน่ๆ เลยก็คือมันเป็นพื้นที่ ที่ถือได้ว่า ยอดเยี่ยมสุดๆ ไปเลย

 

สนับสนุนโดย   เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100