m5zn_9319645c9643fc1

ดาวเคราะห์เก้า

มีหลายสิ่งที่เรามองเห็นแต่ไม่อยากจะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริง เราสามารถที่จะมองเห็นได้ แต่ก็มีหลายสิ่งเช่นเดียวกันที่เรานั้นไม่สามารถที่จะมองเห็น และพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีอยู่จริงๆ แต่เรานั้นกลับที่จะเชื่อโดยที่ไม่ต้องหาเหตุผลมาอธิบายก็ได้ สิ่งต่างมากมายที่เกิดขึ้นบนโลกของเรานั้นบางสิ่งก็น่าเหลือเชื่อเกินไป แต่บนโลกของเรานี้มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งน่าตื่นตาตื่นใจทั้งหมดเท่านั้น แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่าสิ่งที่น่า    ตื่นตาตื่นใจและยากที่จะเชื่อว่ามีอยู่จริง ๆ นั้นมันกลับอยู่นอกโลกของเราหรือก็คือในอวกาศนั้นเอง

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้วนั้นก็จะมีกันทั้งหมดแปดดวงด้วยกัน แต่นี้มันยังไม่ใช่ทั้งหมดของระบบสุริยะของเราอย่างแน่นอน และเมื่อคุณได้ไปศึกษาเองคุณจะรับรู้ได้เลยสิ่งเหล่านี้นั้นเกิดขึ้นจริงหรอ หรือว่าเป็นเพียงเรื่อที่สมมติขึ้นมาหลอกเด็กเท่านั้น แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ยากจะเชื่อแต่มันก็คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงๆ ในอวกาศหรือนอกโลกของเรา

ดาวเคราะห์เก้า หรืออีกชื่อก็คือ PLANET9 เป็นดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งที่ซุกซ้อนอยู่ในระบบสุริยะของเรา แต่มันนั้นกลับแตกต่างไปจากดาวเคราะห์ที่มีความเชื่อกันว่ามันจะพุ่งชนกับโลกของเราอย่างนิบิรุ โดยที่ทางองค์การนาซ่าและทางนักดาราศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ได้มีการคาดการว่าดาวเคราะห์เก้า  ที่ว่านี้น่าจะมีอยู่จริงถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่สามารถจะพิสูจน์ได้ก็ตาม

ซึ่งนักดาราศาสตร์ได้มีการคาดการณ์ถึงการมีอยู่จริงของดาวเคราะห์เก้า หลังจากที่พวกเขาได้ มีการสังเกตวงโคจรที่มีความผิดปกติในระบบสุริยะทั้ง 5 ที่อยู่ไกลเกินกว่าดาวเนปจูน นักดาราศาสตร์คิดว่า ดาวเคราะห์เก้านั้นจะมีขนาด   ที่ใกล้เคียงกับดาวยูเรนัส หรือดาวเนปจูนที่มีมวลเป็นสิบเท่าของโลกและอยู่ห่างจากดาวอาทิตย์มากกว่าดาวเนปจูน20เท่า

ซึ่งพวกเขาก็ยังเชื่อว่าเคราะห์เก้าจะใช้เวลา 10,000 – 20,000 ปี ในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ได้อย่างเสร็จสมบรูณ์ อย่างไรก็ตามสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับดาวเคราะห์ที่เราได้มีการกล่าวกันมานี้นั้นเหล่าแล้วแต่ที่จะเกิดขึ้นในระบบสุริยะของเราทั้งนั้น เพราะแบบนี้เราถึงได้บอกว่าถึงเราจะได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของระบบสุริยะบ่อยแค่ไหนแต่นั้นก็ยังไม่ใช่ทั้งหมดของมันที่เราพอจะได้กล่าวคำว่า “เรานั้นรู้จักระบบสุริยะดีแล้ว” เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่นักดาราศาสตร์ก็ยังหาคำตอบไม่ได้

 

สนับสนุนโดย    ติดต่อ ufabet

m5zn_9319645c9643fc1

เสียงในอวกาศ

เมื่อคุณเศร้า มีความสุข หรือกำลังตกหลุมรักคุณมักจะทำสิ่งใด แน่นอนว่าการฟังเพลงเป็นสิ่งแรงที่คุณหรือหลายๆ คนมักจะทำกันเป็นสิ่งแรกที่เกิดความรู้สึกเหล่านี้ขึ้นมา เสียงเพลงจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและเหมือนกับว่าเรานั้นได้หลุดไปอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง  โดยที่เราไม่ต้องสนใจใคร ในที่แห่งนี้มีแค่เราเท่านั้น จะทำอะไรก็ได้โดยที่ไม่มีคนว่า เมื่อฟังจนรู้สึกดีแล้วค่อยออกมาจากโลกแห่งความฝันเพียงที่จะมาสู้กับความจริงที่มันดูจะทำใจยอมรับได้

ในโลกของเรานั้นมีเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย และมนุษย์อย่างเราๆ นั้นก็ได้จำแนกแยกเสียงที่เกิดขึ้นมากมายออก เมื่อเราได้ยินก็จะสามารถแยกออกได้ว่านี้คือเสียงของอะไร แล้วคุณคิดว่าเสียงในอวกาศที่กว้างใหญ่นั้นมันมีเสียงของอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีความคิดที่ว่าคุณสามารถได้ยินเสียงของระเบิดที่เกิดขึ้นในอวกาศ ส่วนใหญ่แล้วมาจากภาพยนตร์อวกาศของศตวรรษที่ผ่านมา

แต่ถ้าว่ามันไม่ได้เป็นความจริงเลย เพราะว่าเสียงนั้นจะไม่สามารถเดินทางไปยังอวกาศได้  เนื่องจากการขาดอากาศรวมถึงโมเลกุลสั่นสะเทือน แต่เราก็ต้องของคุณที่อวกาศไม่มีองค์ประกอบให้เสียงสามารถที่จะเดินทางได้ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ เราก็จะสามารถได้ยินเสียงของจักรวารได้เสมอเช่นการระเบิดของเทอร์โมนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้น

บนดวงอาทิตย์ของเรา แม้ว่าในตอนนี้เราจะสามารถเลือนแบบฟิสิกส์ในชีวิตจริงได้ดียิ่งขึ้นกว่าในอดีต แต่ภาพยนตร์เราก็ใช้กลุ่มของการระเบิดของสิ่งต่างๆ ในอวกาศที่จะทำให้เกิดเสียงอึกกระทึกครึกโครม  เพราะมันจะมีการถูกฉายออกมาบนหน้าจอได้ดีกว่าภาพที่ไม่มีเสียง และในขณะที่ภาพยนตร์บางเรื่องนั้น อย่างเช่นเรื่อง 2001 A SPACE ODYSSEY หรือ 2001 จอมจักรวาร ของผู้กำกับ Stanley Kubrick ก็ได้มีการจัดการบางฉากที่จะไม่มีเสียงในอวกาศเพื่อให้ได้สิ่งที่ถูกต้อง แต่ว่าภาพยนตร์ดังกล่าว  ก็ยังมีข้อยกเว้นหลายอย่างอยู่มากโดยที่ไม่ได้ยึดตามหลักความเป็นจริงทั้งหมดเท่าไหร่

ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับอวกาศปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ภาพยนตร์ในแนวนี้เป็นที่ไดรับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ว่าอย่างที่เราได้กล่าวไปเบื้องต้นนั้นแม้ว่ามันจะเป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจมากแค่ไหน แต่มันก็มีบางที่ในภาพยนตร์นั้นไม่ได้อิงมาจากเรื่องจริง แต่เป็นการเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อให้ภาพยนตร์มีความน่าสนใจและน่าดู   มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ภาพยนตร์มีการนำเสนอมา  นั้นในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเราควรที่จะหาคำตอบเพื่อให้เราเกิดองค์ความรู้เพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น

 

 

สนับสนุนโดย.   พนันออนไลน์ ฝากขั้นต่ำ100

m5zn_9319645c9643fc1

การต่อสู้แบบ Dogfight ในอวกาศ

แน่นอนว่าในที่แห่งไม่มีใครที่จะไม่เคยดูหนังแอกชั่นอย่างแน่นอน  หรือว่าถ้ามีก็เป็นส่วนน้อยที่ไม่ชอบหนังแนวนี้จึงไม่เคยดู แต่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร  สำหรับในหนังแอกชั่นจะมีซากของการต่อสู้ต่างๆ เกิดขึ้นทั้งการยิงกัน การยิงระเบิด หรือว่าการปล่อยระเบิดจากเครื่องบิน เป็นต้น  ซึ่งดูๆ หนังแนวนี้จะเป็นอะไรที่ที่ดุจะโหดร้ายเอามากๆ เลยที่เดียว ซึ่งหนังที่มีการปล่อยระเบิดใส่กัน  ส่วนใหญ่มักจะเป็นหนัง          ที่เกี่ยวกับสงคราม และเราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนังพวกนี้ก็มักจะอิงเรื่องจริงเข้ามาด้วย

หลายๆ คนเคยดูหนังที่เกี่ยวกับอวกาศแน่นอน  และในหนังพวกนี้ก็มักจะมีฉากสู้กันในอวกาศซึ่งมันเป็นภาพที่ดูน่าตื่นเต้นและเหมือนจะเป็นสิ่งที่น่าจดจำอีด้วย และก็เป็นเรื่อปกติที่เราจะจำลองสงครามกันขึ้นมาโดยที่จะมีการอ้างอิง  มาจากเกิดต่อสู้หรือการทำสงครามกันบนโลกของเรา เนื่องจากสิ่งนี้เป็นกรอบอ้างอิงเดียวที่เรานั้นมีอยู่ ซึ่งการต่อสู้กันในอวกาศนั้นจะมีลักษณะของการต่อสู้แบบ Dogfight 

ซึ่งนั่นก็คือการต่อสู้กันของเครื่องบินรบในระยะประชิด จะหาโอกาสเพื่อที่จะได้อยู่ข้างหลังของศัตรู และหลังจากนั้นก็ทำการ    ยิงโจมตีใส่ ซึ่งสงครามอวกาศในภาพยนตร์นั้น   เราจะได้เห็นการต่อสู้ของยานอวกาศซึ่งจะเป็นเช่นเดียวกันกับการต่อสู้ของอากาศยานบนโลก ในขณะที่การต่อสู้เหล่านี้  ดูเหมือนจะน่ากลัวเป็นอย่าง แต่คุณไม่ต้องกังวนอะไร

เพราะสิ่งเหล่านี้นั้น ไม่ได้อยู่ในความเป็นจริงในทางวิทยาศาสตร์ ถ้าหากว่าจะต้องมีสงครามเกี่ยวกับอวกาศเกิดขึ้นมาจริงๆ มันก็อาจจะไม่มีอะไรที่เหมือกับภาพยนตร์  เพราะยานอวกาศที่จะใช้ต่อสู้กันนั้น จะต้องถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการบีบอัด รวมถึงกับต่อต้านรังสีแทนที่จะมีการออกแบบด้วยอากาศ  ที่ตัวเครื่องบินนั้นจะถูกออกแบบให้มีการเคลื่อนที่ไปในอากาศ นั่นจึงทำให้กลยุทธ์ Dogfight จะใช้ไม่จริงในอวกาศ

ซึ่งการต่อสู้กันในอวกาศที่เป็นไปในลักษณะเดียวกัน  กับการต่อสู้บนโลกสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้สำหรับใครก็ตาม     ที่เกิดทันภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า STAR WARS 

อย่างไรก็ตามภาพยนตร์ต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องของอวกาศ บางที่พวกเขานำเสนอก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและมีอยู่จริง แต่บางเรื่องก็นำเพิ่มเติมเนื่องจากต้องการให้ภาพยนตร์นั้นดูมีความน่าสนใจและน่าดูมากยิ่งขึ้น เมื่อเราดูหนังเกี่ยวกับอวกาศและถ้านึกเกิดสงสัยว่ามีเรื่องแบบนี้อยู่จริงหรือปล่า เราควรที่จะลองศึกษาหาคำตอบดุก็ไม่ได้เสียหายอะไร

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.      gclub

m5zn_9319645c9643fc1

ระบบ Epsilon Lyrae

ในจักรวารที่แสนจะกว้างใหญ่แห่งนี้นั้นมีสิ่งต่างๆ มากมายได้ถือกำเนิดขึ้นมาบางสิ่งบางอย่างได้       มีการค้นพบและหาคำตอบเพื่อที่จะมาอธิบายได้ แต่บางสิ่งบางอย่างแค่สงสัยว่ามีอยู่จริงแต่ยังไม่ได้มีการค้นพบเพื่อที่จะมายืนยันการมีอยู่ของมัน สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมานั้นล้านมีต้นกำเนิดที่แตกต่างกันไป อย่างเช่นจักรวารของเราที่กว้างใหญ่แห่งนี้นั้นเกมาจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่ทำให้เกิดเป็นกาแลกซี่และมีระบบของดาวต่างๆ มากมาย

จักรวาร กาแลกซี่ ระบบต่างๆ ที่อยู่ในกาแลกซี่นั้นเป็นเรื่องที่มีความน่าสนใจเป้นอย่างเพราะกาแลกซี่และระบบต่างๆ ที่ได้มีการค้นพบมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันพวกมันคือสิ่งที่ยิ่งศึกษายิ่งเจอแต่ความน่าแปลกใจ โลกที่เราอาศัยอยู่นั้นได้รับแสงจากดวงอาทิตย์แล้วนำมาใช้ในการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ นั้นก็รวมถึงมนุษย์อย่างเราๆ อีกด้วย

และถ้าหากว่าวันหนึ่งโลกขาดดวงอาทิตย์ไปไม่อยากที่จะคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเวลานั้น โลกที่ขาดแสงจากดวงอาทิตย์คงจะปกคลุมไปด้วยความหนาวเย็ดและในเวลาไม่ช้าสิ่งมีชีวิตและมนุษย์ต้องตายเพราะความหนาวเย็นเป็นแน่ แน่นอนว่าถ้าพูดถึงดวงอาทิตย์มันก็คือดาวฤกษ์ แต่มันก็ในใช้ดาวฤกษ์เพียงดวงเดียวที่อยู่ในจักรวารนี้ และในที่นี้คงจะมีน้อยคนนั้นที่จะรู้จักเกี่ยวระบบ Epsilon Lyrae ระบบนี้นั้นเป็นระบบดาวคู่หลายดวงที่อยู่ห่างจากโลกของเราออกไป 160 ปีแสง ซึ่งระบบดาวฤกษ์ที่น่าสนใจนี้

      มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลย เพราะดูเหมือนว่าพวกมันจะเป็นระบบดาวคู่ที่มีดาวฤกษ์สองดวงกำลังโคจรรอบกับและกัน ถ้าว่าเมื่อนักดาราศาสตร์ได้มีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด และพวกเขาก็ได้ค้นพบว่าในระบบดาวเหล่านี้จะมีดาวฤกษ์อยู่หลายดวงซึ่งในแต่ละดวงนั้นยังเป็นระบบดาวคู่อีกด้วย ถ้ากล่าวก็คือในระบบEpsilon Lyrae ในแต่ละดวงจะประกอบไปด้วยดาวฤกษ์สองดวงที่โคจรรอบกัน

และกันอีกทั้งในแต่ละคู่ก็ยังมีการโคจรรอบคู่อื่นๆ อีกด้วย ซึ่งเป็นผลในระบบ Epsilon Lyrae จะมีระบบดาวคู่สองระบบอยู่ภายในระบบเดียวกันซึ่งจะเรียกได้อีกชื่อว่า The Double DoubleStar และเมื่อมองจากโลกของเราดูเหมือนว่าดาวฤกษ์แต่ละดวงที่อยู่ในระบบระบบEpsilon Lyrae ดูเหมือนว่าพวกมันจะอยู่ใกล้กันมากถ้าว่าแท้จริงแล้วดาวฤกษ์สองดวงในระบบดาวคู่เดียวกันพวกมันจะอยู่ห่างไกลกันมากจนพวกมันต้องใช้เวลาประมาณ1,000 ปีในการโคจรรอบกันเอง

 

สนับสนุนโดย     ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

m5zn_9319645c9643fc1

ดาวCFBDSIR 1453+10B

หลายๆ คนชอบตอนเช้าเวลาที่มีแสงแดดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่าง  ภายในห้องของเรา แต่บางคนชอบที่จะมองแสงสว่างเล็กๆ ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มบนท้องฟ้าในยามราตรีมากกว่า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามสิ่งที่เรามองเห็นเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ที่เกิดขึ้นนอกโลกของเราทั้งนั้น  อย่างดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ที่ว่าเป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ภายในระบบสุริยะของเรา  มันเป็นดาวที่มีแสงสว่างในตัวเอง และแสงที่มันส่องออกมานี้ก็มีประโยชน์สำหรับมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลกอย่างมากมาย 

ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์ ดาวหาง หรือดาวฤกษ์ นั้นล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบของจักรวารทั้งนั้น แต่องค์ประกอบของจักรวารที่ว่านั้นยังรวมไปถึง  กาแลกซี่และระบบสุริยะของเราอีกด้วย ทั้งในระบบสุริยะและนอกระบบสุริยะนั้นมีดาวฤกษ์ต่างๆ มากมายโดยที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้กันเพราะคิดแต่ว่าดาวฤกษ์ที่ว่านี้คงจะมีแค่ดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียว

แต่นั้นคือความคิดที่ผิดเอามากๆ เพราะดาวฤกษ์มีมากกว่าที่เราคิดเอาไว้ และดาวฤกษ์แต่ละดวงยังมีความน่าสนใจที่แตกต่างกันอีกด้วย ดาวCFBDSIR 1453+10B  และนี้เป็นอีกหนึ่งดาวฤกษ์ที่ได้มีการค้นพบ เรารู้กันดีว่าดาวฤกษ์จะต้องมีพลังงานและความร้อนอย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่นดวงอาทิตย์ของเราที่มีค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิอยู่ที่Photosphere หรือผิวของดวงอาทิตย์ประมาณ5,500 องศาเซลเซียส

แต่ดาวฤกษ์ที่มีชื่อว่าดาว CFBDSIR 1453+10B นี้มีอุณหภูมิที่เทียบเท่าจุดเดือดของน้ำเพียงนั้น    คือ 100 องศาเซลเซียส ซึ่ง ดูๆ แล้วคงจะน้อยเกิดไปสำหรับดาวฤกษ์  และดาวดวงนี้อาจจะเรียกว่าดาวฤกษ์ได้ไม่เต็มปากเท่าไรนัก เพราะว่ามันจัดเป็นดาวแคระน้ำตาล 

ซึ่งเป็นวัตถุกึ่งดาวฤกษ์ ชนิดหนึ่งที่มีมวลต่ำเกินกว่าที่จะสามารถจดการเผาไหม้ไฮโดรเจนด้วยปฏิกิริยานิวเคลียสฟิวชัน  ที่บริเวณแกนกลางได้ แต่ดาวฤกษ์ ดวงนี้นั้นก็ยังมีความน่าสนใจอยู่อีกมาก ดาวCFBDSIR 1453+10B ตั้งอยู่ห่างจากโลกของเรา 75 ปีแสง  และมันยังเป็นหนึ่งในระบบดาวคู่  CFBDSIR 1453+10B  ที่โคจรรอบกันและกัน และแม้ว่าCFBDSIR 1453+10B นั้นจะถูกจัดให้เป็นดาวแคระน้ำตาล แต่ดาวดวงนี้ก็มีอุณหภูมิที่เย็นเกิดไปสำหรับดาวแคระน้ำตาลทั่วๆ ไป  

  ที่จะมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 177-327 องศาเซลเซียส นักดาราศาสตร์เชื่อว่าเงื่อนไขของดาวCFBDSIR 1453+10B นี้น่าจะเป็นเหมือนกับดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ มากกว่าดาวแคระน้ำตาลทั่วไป โดยที่พวกเขาเชื่อว่าดาวดวงนี้อาจจะมีเมฆที่น้ำอยู่บนดวงดาวอีกด้วย สำหรับดาวดวงนี้ยังมีความซับซ้อนอยู่อีกมากมาย ที่รอในคุณนั้นออกไปค้นหาคำตอบเกี่ยวกับมันอีกมากมายเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย.    gclub slot ทดลองเล่น

m5zn_9319645c9643fc1

หลุมดำที่มีมวลต่ำที่สุด

ถ้าพูดถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในอวกาศของเรา สิ่งที่แรกที่จะนึกถึงคงจะหนีไม่พ้นการระเบิดของ         ดวงอาทิตย์ ที่เมื่อมันเกิดระเบิดขึ้นมาแล้วแน่นอนว่าโลกของเรา  ที่เป็นบริวารของมันคงจะไม่มีชีวิตรอดได้อย่างแน่นอน และรองลงมาคงจะเป็นการที่มีดาวเคราะห์น้อย  หรือวัตถุนอกโลกที่อาจจะพุ่งตรงลงมายังโลกของเราทำให้สิ่งมีชีวิตต่างๆ ต้องมาถึงยุคสุดท้ายของมัน แต่นอกจากที่เราได้กล่าวมาเหล่านี้แล้วนั้น ก็ยังมีสิ่งที่น่ากลัวไม่แพ้กันเลยก็คือ

ถ้าเมื่อพูดถึงเรื่องของหลุมดำแล้ว  คงจะเป็นวัตถุนอกโลกที่ไม่มีสิ่งใดที่อยากเข้าใกล้อย่างแน่นอน     ไม่ว่าจะเป็นดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ หรือแม่แต่ระบบสุริยะที่มีขนาดใหญ่มากๆ ก็ยังต้องยอมแพ้ให้กับ เพราะ   ถ้ามันดูดกลืนระบบสุริยะทั้งระบบแล้วละ  ก็อย่างหวังว่าจะมีสิ่งใดที่ได้ออกมาจากมัน แต่ถ้าอยากออกมาจากหลุมดำที่แสนน่ากลัวนี้นั้นก็คงต้องเป็นวัตถุที่มีความเร็วกว่าแสง

ซึ่งในตอนนี้นั้นยังไม่มีอะไรที่เร็วกว่าแสงเลย และเมื่อไม่นามานี้นักดาราศาสตร์ได้มีการค้นพบหลุมดำมวลต่ำที่สุด แค่ 3.3 มวลสุริยะ  นักดาราศาสตร์คณะหนึ่งได้ค้นพบหลุมดำมวลดาวฤกษ์ดวงใหม่  ที่มีมวลต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีการถูกค้นพบมา และยังนับเป็นหลุมดำประเภทใหม่ที่มีการค้นพบอีกด้วย เมื่อดาวฤกษ์มวลสูงได้มีการเผาผลาญเชื้อเพลิงไปจนหมด  จนได้มีการระเบิดออกไปเป็นซูเปอร์โนวาที่สว่างไสว ส่วนแกนดาวที่เหลือจาการระเบิดจะยุบลงกลายเป็นวัตถุที่มีความหนาแน่นสูงมาก ซึ่งอาจจะเป็นดาวนิวตรอน

หรือไม่ก็หลุมดำ นักดาราศาสตร์ได้มีการค้นพบหลุมดำมวล     ดาวฤกษ์มาแล้วหลายดวง ซึ่งทั้งหมดจะมีมวลอยู่ที่ 5-15 มวลสุริยะ ส่วนดาวนิวตรอนก็มีการพบจำนวนไม่น้อยเลยเช่นกัน ส่วนใหญ่จะมีมวลไม่เกิน 2.1 มวลสุริยะ หากแกนดาวที่ยุบตัวลงมีมวลเกิน2.5 มวลสุริยะ           จะกลายเป็นหลุมดำนั้นเอง 

ในอวกาศของเรานั้นมีอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจ  ให้เราได้ศึกษากันอีกมากมาย ไม่ใช้แค่เรื่องของดวงดาว องค์ประกอบของระบบสุริยะ องค์ประกกอบต่างๆ ของดาวเคราะห์แต่นอกจากนี้ยังมีเรื่องของหลุมดำที่เรา    ได้มีการกล่าวไว้ข้างต้น  ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีการค้นพบหลุมดำ  ที่มีขนาดแตกต่างกันมากมาย ภายในกาแลกซี่ทางช้างเผือกของเรา แน่นอนว่าหลุมดำที่ว่านี้มีความน่ากลัวไม่ต่าง  จากการที่จะมีวัตถุจากนอกโลกพุ่งมาชนโลกของเราเลย

 

 

สนับสนุนโดย.   gclub ฝาก ขั้นต่ำ 20

m5zn_9319645c9643fc1

การกำเนิดหินอัคนี

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต สิ่งที่ไม่มีชีวิต หรือแม้แต่ระบบสุริยะของเรายังมี     ต้นกำเนิดหรือการเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้มันเกิดขึ้นมา หินเป็นสิ่งที่เราเห็นกันอยู่ทั่วๆ ไปโดยมันเป็น  สิ่งที่เราเห็นกันอยู่เป็นประจำ จนบางที่เราไม่ได้มีความสงสัยที่จะอยากรู้เลยว่า หินนั้นที่เราเห็นๆ กันนี้มีการกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร

หินเป็นสิ่งที่เรานำมาใช้ประโยชน์อย่างมากมาย หินนั้นแบ่งออกเป็นสามชนิดตามลักษณะของการเกิด ซึ่งมีดังนี้ คือ หินอัคนี หินตะกอน และสุดท้ายหินแปร และในวันนี้เรามาทความรู้จักเกี่ยวกับการกำเนิดของหินอัคนีกันเลยดีกว่า สำหรับหินอัคนีที่เรากำลังจะพูดถึงกันนี้ เกิดจากการเคลื่อนตัวของหินหนืด ภายใต้ชั้นแมนเทอร์ที่อยู่ใต้เปลือกโลกของเรา หินหนืดที่อยู่ภายใต้เปลือกโลกเราจะเรียกว่าแมกมา

และเมื่อเปลือกโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างเช่น การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ทำให้หินหนืดพุ่งออกมายังผิวโลก หรือแทรกตัวอยู่ตามชั้นหินต่างๆ นั้นเราจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ลาวา ซึ่งแมกมาหรือลาวาที่เราพูดถึงกันนี้ จะเย็นตัวภายใต้เปลือกโลกหรือภายนอกเปลือกโลก จะจับตัวกันเป็นก่อนแข็งเรียกว่า หินอัคนีนั้นเอง สำหรับหินอัคนีนี้ ก็ยังแบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อยๆ ได้อีกคือ หินอัคนีแทรกซอน และหินอัคนีพุ หินอัคนีแทรกซอนเกิดจากการที่อุณหภูมิของแมกมาเย็นตัวลงและตกผลึกอย่างช้าๆ เปลือกโลก มีเนื้อผลึกที่หยาบ และจะประกอบด้วยแร่ขนาดใหญ่หลายชนิด

สอดประสานเกาะกันแน่น ส่วนหินอัคนีพุหรือหินภูเขาไฟ เกิดจากอุณหภูมิของลาวาเย็นตัวลงแล้วเกิดผลึกอย่างรวดเร็ว บนพื้นผิวโลกเนื่องจากการปะทุของภูเขาไฟ เป็นผลที่ทำให้ลาวา ซึ่งจะประกอบได้ด้วยแก๊สเป็นจำนวนมาก จากทีเราได้พูดมาทั้งหมดนี้คงจะทำให้หลายๆ คนเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของหินได้ไม่มาก็น้อย แต่นอกจากการกำเนิดของหินอัคนีแล้ว ยังมีหินอีกสองชนิดให้เราได้ศึกษาการกำเนิดของมัน เมื่อได้ศึกษาแล้ว ก็ลองนำข้อมูลที่ได้ไปศึกษาเกี่ยวกับหินอีกสองชนิดมาเทียบกับการเกิดของหินอัคนีดูว่า      มีความแตกต่างหรือความเหมือนกันอย่างไรบ้าง 

อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในโลกใบนี้ของเราล้วนแล้วแต่มีต้นกำเนิด    กันทั้งนั้น  เพียงแต่ว่าต้นกำเนิดของสิ่งต่างๆ นั้นมีทีไปที่มาที่แตกต่างกันไป บางอย่างที่แหล่งกำเนิดเหมือนกันแต่ลักษณะอาจะแตกต่างกันก็ได้  และบางที่สิ่งที่มีต้นกำเนิดที่ต่างกันอาจจะมีอะไรที่คล้ายกันมากว่าก็ได้ใครจะไปรู้

 

สนับสนุนโดย.     ufabet สมัครสมาชิก

m5zn_9319645c9643fc1

หินและแร่

แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม ดินถล่ม สึนามิ เป็นพิบัติภัยธรรมชาติที่เกิดข้นบ่อยครั้งและหลายครั้งซ้ำๆ กัน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้นั้นเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วและหายไปสิ่งที่พวกมันทิ้งไว้ก็คือ มันได้สร้างความเสียหายแก้ชีวิตและทรัพย์สินต่างๆ มากมาย และโลกของเรานั้นมีส่วนประกอบต่างๆ มากมาย เหตุที่เราจะนำมาพูดถึงคือการนำพวกมันมาใช้ประโยชน์ ส่วนประกอบก็จะมีดังนี้ แร่เหล็ก หินปูน ปิโตเลียม ดิน หินอ่อน ทองแดง และน้ำ เป็นต้น

ส่วนต่างๆ หรือแร่ที่เป็นส่วนประกอบของโลกต่างๆ ที่ได้กล่าวมาเบื้องต้นนี้ แหล่งแร่ต่างๆ เหล่านี้จะปรากฏให้เราเห็นเป็นบริเวณ และมีความสัมพันธ์กับหินต่างชนิดกัน ต่างชนิดกัน พื้นผิวของโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ถูกปกคลุมไปด้วยหินสามชนิดด้วยกัน  ซึ่งได้แก่ หินอัคนี หินตะกอน และสุดท้ายหินแปร จากการที่แร่       ชนิดต่าง ๆ  เป็นสารประกอบของหิน ซึ่งหินแต่ละชนิดที่เรารู้จักกันนี้ จากประกอบด้วย

แร่ตั้งแต่หนึ่งชนิดหรือมากกว่านี้ และ นักธรณีวิทยา จำเป็นที่จะต้องศึกษาเรื่องแร่ความคู่ไปด้วย แล้วเรื่องหินและแร่ก็ได้การเป็นของคู่กันและแยกออกจากกันไม่ได้ จากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกจนทำให้เกิดเป็นหินชนิดต่าง ๆ ขึ้นมา     หินแต่ละชนิดที่ เกิดขึ้นมามีการเกิดที่แตกต่างกันออกไป หินเป็นสิ่งที่เราเห็นกันเป็นประจำและได้เห็นกันจนเบื่อแล้วแน่นอนว่าคงที่ไม่มีใคร 

ค่อยสนใจว่าหินเกิดขึ้นมาได้อย่างไรเป็นแน่ หินแต่ละชนิดนั้นจะมีความแข็ง ความหนืด และความ ถ่วงจำเพาะแตกต่างกัน  และผงสีเฉพาะตัว แล้วแร่ที่พบบนโลกมีมากกว่าสามพันห้าร้อยชนิด แต่จะมีแร่เพียง ไม่กี่ชนิดที่เป็นแร่ประกอบหินที่พบในส่วนเปลือกโลก  แร่นั้นจะแบ่งออกเป็นกลุ่มเช่นเดียวกับหิน

แต่แร่นั้นจะเป็นสองกลุ่มคือ หนึ่งแร่ซิลิเกต สองกลุ่มแร่ที่ไม่ใช่ซิลิเกต มากกว่าร้อยละเก้าสิบของแร่ประกอบหินจะเป็นแร่ที่เรียกว่าแร่ซิลิเกตนั้นเอง ซึ่งแร่ซิลิเกตที่เราพูดถึงนี้จะประกอบด้วย ซิลิกอน และออกซิเจนเป็นหลัก ส่วนกลุ่มแร่ประกอบหินที่ไม่ใช้ซิลิเกตที่สำคัญ ๆ คือ กลุ่มคาร์บอเนต 

สุดท้ายนี้แร่ชนิดต่างๆ ยังสามารถนำมาสร้างในเกิดมูลค่าที่เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย และหินที่เราเห็นทั่วๆ ไปนั้นจนไม่ได้มีความสงสัยเลยว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และมีอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง แต่เมื่อเราได้ลองศึกษาและค้นคว้าดูแล้วก็ทำให้เราได้รู้เพิ่มอีกเรื่องหนึ่งเลยก็คือ หินที่เกิดขึ้นมานั้นมีส่วนประกอบของแร่        ที่แตกต่างกันอีกด้วย 

 

สนับสนุนโดย.    www.ufabet.com ลูกค้าลองเข้าผ่านลิ้งนี้นะค่ะ

m5zn_9319645c9643fc1

ความลับของดาวเสาร์กับน้ำพุร้อน

ดาวเคราะห์ดวงต่างๆ ที่อยู่ในระบบสุริยะของเรา   นั้นมีความที่สับซ้อนและบางเรื่อก็ยากเกินกว่า     ที่เราจะสามารถเข้าใจได้  ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะดวงหนึ่งที่มีความลับซ้อนอยู่มากมายเลย   ดวงหนึ่งก็คือ ดาวเสาร์นั้นเอง สำหรับดาวเสาร์สิ่งที่ทำให้เรารู้จักกันดีเลย  ก็คือได้ชื่อว่าเป็นดาวเคราะห์ที่สวยที่สุดในระบบสุริยะ และมันยังมีวงแหวนที่น่าทึ้งเอามากๆ อีกด้วย

สำหรับโลกของเรานั้นนำพุร้อนนั้น   มีอยู่ตามบริเวณต่างๆ ที่มันจะสามารถเกิดขึ้นมาได้ แถมมันยังสามารถทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้อีกด้วย  แต่แน่นอนว่าถ้าเราพูดถึงเรื่องน้ำพุร้อนบนโลกทุกคนคงจะรู้จักและคุ้นชินกันดีอยู่แล้ว แต่สำหรับน้ำพุร้อนที่เกิดอยู่บนดาวดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะคงจะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันเท่าไหร่  แน่นอนว่าดาวเคราะห์ที่มีความลับมากมาย

และน่าสนใจอีดวงหนึ่งในระบบสุริยะ นั้นก็คือดาวเสาร์ ดาวเสาร์ไม่ได้มีความลับแค่เกี่ยวกับวงแหวน  ที่สามารถสะท้อนแสงได้แต่ยังมีความลับอีกมากมาย    ซ้อนอยู่  อย่างพายุหกเหลียม และทะเลมีเทน ก่อนที่ยานอวกาศแคสสินีจะได้ได้ทำการจบชีวิตลงที่บ้านหลังใหญ่ของมัน  มันได้ทำการค้นพบ สิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งนั้น คือ น้ำบนดวงจันทร์เอนเซลาดัส 

องค์การ    นาซ่าได้ออกมาแถลงการณ์  การค้นพบยานแคสสินีได้บินผ่านดวงจันทร์เอาเซลาดัส  ดาวบริวารของดาวเสาร์ และได้ถ่ายรูปรวมถึงทั้งเก็บตัวอย่างไอน้ำร้อน  ที่โพยพุ่งออกมาจากขั้วใต้ของดาว นั่นทำให้เห็นว่า             ก้นมหาสมุทรของเอนเซลาดัส  มีกระแสน้ำร้อนเลี้ยงอยู่ ซึ่งมันเป็นสภาวะที่คล้ายๆ กับโลกของเรา ผลการค้นพบครั้งนี้ยังถูกตีพิมพ์  โดยได้ระบุว่าใต้พื้นผิวของเอนเซลาดัส  มีความกว้างใหญ่ไพรสานปกคลุมทั้งดาว และยังมีความลึกหลายกิโลเมตร  ซึ่งได้รับความร้อนแกนกลางของดาวที่เป็นของแข็งโยที่แรงดึงดูดมหาศาล    มาจากดาวเสาร์ ซึ่งมันจะบีบให้แกนกลางของเอนเซลาดัสเกิดความร้อนอีกด้วย

ซึ่งถ้าหากว่าเอนเซลาดัสนั้น  มีสิ่งมีชีวิตหรือพวกแบคทีเรียอยู่จริงๆ คงจะเป้นกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างที่ไม่ได้ซับซ้อน  แต่ก็สามารถทนร้อนทนหนาวได้ดี นอกจากนี้ดาวเสาร์หรือดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ นั้นยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมายที่ที่จะให้เราได้ศึกษาค้นคว้ามากมาย แต่ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องที่ยากที่เราจะต้องมาศึกษาและค้นคว้า  แต่นั้นก็คงจะไม่ได้ยากไปเกิดกว่าความสามารถของมนุษย์เราเท่าไหร่นักถ้าเราอยากรู้คำตอบจริงๆ

 

สนับสนุนโดย .    gclub มือถือ ทดลองเล่น

m5zn_9319645c9643fc1

ดาวฤกษ์ SAO 2064622

ในจักรวารที่แสนจะกว้างใหญ่  มีทั้งสิ่งที่เราค้นพบมากมายและสิ่งที่เราจะไม่ได้มีการค้นพบอีกมากมายเช่นเดียวกัน สำหรับในจักรวารของเราถ้าจะพูดถึงดาวที่มีแสงสว่างในตัวเองคงจะหนีไม่พ้นอย่างแน่นอน และถ้าพุดถึงดาวฤกษ์ที่เรารู้จักและคุ้นเคยมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น ดาวฤกษ์ที่มีชื่อว่าดาวอาทิตย์ ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่ค่อยส่งแสงส่องสว่างมายังโลกของเราและยังสองไปยังดาวเคราะห์ดวงต่างๆ ที่อยู่ในระบบสุริยะอีกด้วย

ดาวเคราะห์นั้นมีอยู่มากมาในจักรวารแห่งนี้  มีทั้งในระบบสุริยะและนอกระบบสุริยะ ดาวฤกษ์ที่ได้มีการค้นพบก็มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป บางดวงมีการโคจรรอบกันเองระหว่างดาวฤกษ์ และบางดวงก็มีลักษณะรูปร่างที่คล้ายกับไข่ อย่างที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า ดาวฤกษ์นั้นมีอยู่ทั่วไปในจักรวารแห่งนี้ และในวันนี้เราจะมาดาวความรู้จักกับดาวที่มีชื่อว่าดาว SAO 2064622 คุณอย่าพึ่งตกในว่าทำไม่ดาวถึงมีชื่อแบบนี้ไม่เหมือนกับชื่อดาวในระบบสุริยะของเรา

แน่นอนว่าสิ่งนี้คงจะต้องไปถามนักดาราศาสตร์ผู้ที่ค้นพบแล้วละ สำหรับดาว SAO 2064622 ถ้าเราพูดถึงแขนกังหันหรือ Spiral Arms เราก็คงจะนึกถึงกาแลกซี่ที่ดูเหมือน    กาแลกซี่ทางช้างเผือกของเรา  แต่อย่างไรก็ตามดาว SAO 2064622 ที่ว่านี้ยังได้ช่วยพิสูจน์ให้เราได้รู้แล้วว่าเรากำลังคิดผิด เพราะดาว SAO 2064622 นั้น

เป็นดาวฤกษ์ที่มีแขนกังหันสองอัน ดาวที่วานี้อยู่ในกลุ่มดาวหมาป่า ซึ่งมันอยู่ห่างจากโลกของเราประมาณ 460 ปีแสง โดยดาวฤกษ์ SAO 2064622 ถือว่าเป็นดาวฤกษ์ที่มี     อายุน้อย ที่ประกอบไปด้วยฝุ่นและก๊าซ ในรูปแบบของแขนกังหันที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนซึ่งการปรากฏของแขนกังหันเหล่านี้ดูเหมือนจะเกี่ยวข้อง กับการมีอยู่ของดาวเคราะห์ของกลุ่มก๊าซรอบๆ

ดาวฤกษ์เส้นผ่าศูนย์กลางของฝุ่นและกลุ่มก๊าซที่ล้อมรอบดาวฤกษ์ SAO 2064622 จะมีความกว้างเกือบสองเท่าของ   วงโคจรของดาวพลูโต  

อย่างไรก็ตามไม่ว่าดาวฤกษ์ SAO 2064622 นี้จะมีแกนกังหันที่น่าศึกษา แต่คุณก็อย่าลืมว่ายังมีดาวฤกษ์อีกมากมายที่อยู่ในจักรวารแห่งนี้ที่น่าศึกษาเช่นเดียวกัน  ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้นักวิทยาศาสตร์และ       นักดาราศาสตร์จะมีการค้นพบ  ดาวเคราะห์มากมายหลายดวงแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่หยุดที่จะค้นหา เพราะพวกเขายังมีความเชื่อที่ว่ายังมีดาวฤกษ์และดาวเคราะห์อีกมากมายที่พวกเขายังไม่ค้นพบอีกมาก 

 

สนับสนุนโดย    gclub ฟรีสปิน