Browsed by
หมวดหมู่: ข่าวสารออนไลน์

กีฬาคนพิการในประเทศไทย

กีฬาคนพิการในประเทศไทย

              กีฬาคนพิการในประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ในการกำกับดูแลของ คณะกรรมการพาราลิมปิกประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นในรูปของมูลนิธิ โดยแบ่งความรับผิดชอบตามประเภทของความพิการ 5 รูปแบบคือ กีฬาคนตาบอด, กีฬาคนหูหนวก, กีฬาผู้พิการทางปัญญา, กีฬาผู้พิการทางสมอง, กีฬาความพิการแขนขา อัมพาต และโปลิโอ แต่ทั้งหมดยังคงอยู่กับสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพียงองค์กรเดียว เพื่อรอการจัดตั้งสมาคมกีฬาขึ้นใหม่ สำหรับรองรับงานในอนาคต

การแข่งขันกีฬาคนพิการในประเทศไทย เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2518 โดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ให้การสนับสนุนเงินทุนแก่กรมพลศึกษา เพื่อจัดการแข่งขันระดับชาติขึ้นที่กรีฑาสถานแห่งชาติ ใน 4 ชนิดกีฬาคือ ว่ายน้ำ กรีฑา เทเบิลเทนนิส และยิงธนู โดยมีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขัน 191 คน ทว่าหลังจากนั้นก็งดไป 3 ปี แล้วจึงกลับมาจัดใหม่อีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2522 โดยได้รับการสนับสนุนจากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับภาคเอกชนและผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคทุนสำหรับจัดแข่งขันใน 5 ชนิดกีฬาคือ กรีฑา, ว่ายน้ำ, ยิงธนู, เทเบิลเทนนิส และแบดมินตัน ซึ่งมีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขัน 277 คน

โดยเมื่อปี พ.ศ. 2524 ซึ่งสหประชาชาติกำหนดให้เป็นปีคนพิการสากล ด้วยการส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้แก่คนพิการ รวมถึงการแข่งขันกีฬา เพื่อให้ได้ออกกำลังกาย ซึ่งประเทศไทยก็สนองนโยบายด้วยการขยายการแข่งขัน ออกไปในส่วนภูมิภาค คือภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดขอนแก่น ภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา และส่วนกลางที่กรุงเทพมหานคร โดยจัดแข่งขันใน 5 ชนิดกีฬาคือ กรีฑา, ว่ายน้ำ, เทเบิลเทนนิส, แบดมินตัน และเตะบอลเข้าเป้า มีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันรวมทั้งหมด 933 คน

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ

ยุคต่อมา กรมพลศึกษาส่งเสริมให้มีการจัดแข่งขันกีฬาคนพิการระดับชาติอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดให้จังหวัดต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขัน ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ก็มีมติให้จังหวัดที่เป็นเจ้าภาพ จัดแข่งขันกีฬาแห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินงานจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ควบคู่ไปด้วยกัน โดยเริ่มทดลองใช้เป็นครั้งแรก ในการแข่งขันครั้งที่ 17 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 24 กันยายน พ.ศ. 2538 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ใน 11 ชนิดกีฬาคือ กรีฑา, ว่ายน้ำ, วอลเลย์บอล, ฟุตบอล, แบดมินตัน เทเบิลเทนนิส ยิงปืน โกลบอล เซปักตะกร้อ เปตอง และเทนนิสบนเก้าอี้ล้อเลื่อน มีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่รวม 1,125 คน

โดยจังหวัดระยองเป็นแห่งแรก ที่เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติควบคู่ไปกับ การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 21 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 22 กันยายน พ.ศ. 2542โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานไฟพระฤกษ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ หม่อมเจ้าหญิงสิริวัณวรี มหิดล (พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์) เสด็จเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน ที่สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง และมีการแข่งขันใน 17 ชนิดกีฬาคือ กรีฑา, ฟุตบอล 7 คน, วอลเลย์บอลยืนและนั่ง, เทเบิลเทนนิส, แบดมินตัน, บ็อกเซีย, ยกน้ำหนัก, โกลบอล, ยิงปืน, ว่ายน้ำ, เทนนิสบนเก้าอี้ล้อเลื่อน, บาสเกตบอลบนเก้าอี้ล้อเลื่อน, ยูโด, ยิงธนู, ฟันดาบบนเก้าอี้ล้อเลื่อน, เซปักตะกร้อ และเปตอง มีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่รวม 2,536 คน จากสถานศึกษา สมาคม องค์กร และหน่วยงานคนพิการต่างๆ รวม 74 แห่ง

จากนั้นมีการเปลี่ยนชื่อเป็น การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ เริ่มใช้เป็นครั้งแรกในการแข่งขันครั้งที่ 28 ประจำปี พ.ศ. 2552 ที่จังหวัดตรัง ดังนั้น การแข่งขันครั้งที่ 27 ประจำปีพ.ศ. 2551 ที่จังหวัดพิษณุโลก จึงเป็นครั้งสุดท้ายที่ใช้ชื่อว่า การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย สำหรับการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติครั้งล่าสุด คือครั้งที่ 30 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 ที่จังหวัดขอนแก่น ใน 17 ชนิดกีฬาคือ กรีฑา, โกลบอล, เซปักตะกร้อ, เทเบิลเทนนิส, บ็อกเซีย, แบดมินตัน, เปตอง, ฟุตบอล, ยกน้ำหนัก, ยิงปืน, ยิงธนู, ยูโด, วอลเลย์บอลนั่งและยืน, ว่ายน้ำ, เทนนิสบนเก้าอี้ล้อเลื่อน, บาสเกตบอลบนเก้าอี้ล้อเลื่อน และฟันดาบบนเก้าอี้ล้อเลื่อน โดยมีฟุตซอล (นักกีฬาหูหนวก) เป็นกีฬาสาธิต มีนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 3,167 คน แบ่งเป็นนักกีฬาชาย 1,516 คน และนักกีฬาหญิง 643 คน สำหรับคำขวัญประจำการแข่งขันมีว่า “กีฬา สานสัมพันธ์ รวมพลัง เป็นหนึ่งเดียว” และตุ๊กตาสัญลักษณ์ (Mascot) เป็นภาพการ์ตูนแอนิเมชันรูปหนอนไหม ชื่อว่า “น้องไหม”

สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

           สมาคมกีฬาคนพิการไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2526 โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ บุญสม มาร์ติน, ธีระ รมยาคม และ สันต์ชัย พูลสวัสดิ์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง มีศาสตราจารย์นายแพทย์บุญสม เป็นนายกสมาคมคนแรก และปรีดา รอดโพธิ์ทอง รองอธิบดีกรมพลศึกษาในขณะนั้น เป็นเลขาธิการสมาคม ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2528 คณะรัฐมนตรีมีมติรับรองการก่อตั้งสมาคมอย่างเป็นทางการ และในปี พ.ศ. 2531 กกท.กำหนดให้สมาคมกีฬาต่างๆ ซึ่งทาง กกท.ให้การรับรอง ใช้คำลงท้ายว่า “แห่งประเทศไทย” เช่นเดียวกันทั้งหมด

               ปัจจุบัน สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ยังคงเป็นองค์กรเดียวของชาติ ที่เป็นผู้สนับสนุนส่งเสริมให้มีการเล่นกีฬาในหมู่คนพิการ เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพต่างๆ ของคนพิการ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมให้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้พิการ รวมถึงการเผยแพร่เกียรติคุณของประเทศชาติ ก่อให้เกิดการประสานสามัคคี ทั้งในระหว่างผู้พิการด้วยกัน และระหว่างผู้พิการกับบุคคลปกติด้วย โดยสมาคมเป็นผู้กำกับดูแลการจัดแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ รวมทั้งกีฬาคนพิการทั้ง 17 ชนิด และเป็นผู้ประสานงานให้นักกีฬา เข้าร่วมแข่งขันในรายการระดับนานาชาติต่างๆ คือกีฬาคนพิการแห่งอาเซียน (อาเซียนพาราเกมส์), กีฬาคนพิการแห่งเอเชียและโอเชียเนีย (เฟสปิกเกมส์) และกีฬาคนพิการโลก (การแข่งขันกีฬาเก้าอี้ล้อเลื่อนและผู้พิการนานาชาติแห่งโลก)

การปรับโครงสร้าง

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555 สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. 2554 มีมติที่สำคัญให้ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการกีฬาคนพิการเสียใหม่ โดยกีฬาความพิการแขนขา อัมพาต และโปลิโอ ยังคงอยู่กับสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ ต่อไปตามเดิม ส่วนกีฬาคนตาบอด, กีฬาคนหูหนวก, กีฬาผู้พิการทางปัญญา และกีฬาผู้พิการทางสมอง จะมีการจัดตั้งสมาคมขึ้นใหม่อีก 4 แห่งเพื่อรับผิดชอบตามประเภทของความพิการ และให้ทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ของคณะกรรมการพาราลิมปิกประเทศไทย เช่นเดียวกับรูปแบบในต่างประเทศ ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะกรรมการพาราลิมปิกสากล อีกทั้งเพื่อลดภาระของสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ ตลอดจนการจัดสรรงบประมาณ ในการปฏิบัติงานกีฬาคนพิการแต่ละชนิด ให้เท่าเทียมกันอีกด้วย

รายละเอียดในการจัดการแข่งขัน มีดังนี้

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1 ปี พ.ศ. 2518

โดยขณะนั้นเรียกชื่อการแข่งขันว่าการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร มีจำนวนนักกีฬา 191 คน มีการแข่งขัน 4 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ เทเบิลเทนนิส และยิงธนู

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2522

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร มีจำนวนนักกีฬา 277 คน มีการแข่งขัน 5 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ เทเบิลเทนนิส ยิงธนู และแบดมินตัน

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3 ปี พ.ศ. 2523

จัดการแข่งขัน คือ บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร มีจำนวนนักกีฬา 513 คน มีการแข่งขัน 5 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่าย้ำ เทเบิลเทนนิส ยิงธนู และแบดมินตัน

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ. 2524

จัดการแข่งขัน ๔ แห่ง ณ กรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดสงขลา มีจำนวนนักกีฬา 933 คน มีการแข่งขัน 5 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ เทเบิลเทนนิส เตะบอลเข้าเป้า และแบดมินตัน

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5 ปี พ.ศ. 2526

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร มีจำนวนนักกีฬา 259 คน มีการแข่งขัน 4 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ เทเบิลเทนนิส และแบดมินตัน

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 6 ปี พ.ศ. 2527

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร มีจำนวนนักกีฬา 803 คน มีการแข่งขัน 7 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล 7 คน เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล เปตอง และแบดมินตัน

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 7 ปี พ.ศ. 2528

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาจังหวัดชลบุรี มีจำนวนนักกีฬา 1,088 คน มีการแข่งขัน 7 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล 7 คน เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล เปตอง และแบดมินตัน

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 8 ปี พ.ศ. 2529

จัดการแข่งขัน ๔ แห่ง ณ กรุงเทพมหานคร มีจำนวนนักกีฬา 631 คน มีการแข่งขัน 7 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล 7 คน เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล เปตอง และแบดมินตัน

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 9 ปี พ.ศ. 2530

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร มีจำนวนนักกีฬา 853 คน มีการแข่งขัน 8 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล ๘ คน เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล เปตอง แบดมินตัน และเตะบอลเข้าเป้า

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 10 ปี พ.ศ. 2531

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาวิทาลัยพลศึกษาจังหวัดชลบุรี มีจำนวนนักกีฬา 940 คน มีจำนวนเจ้าหน้าที่ 196 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,035 คน มีการแข่งขัน 8 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล ๘ คน เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล เปตอง แบดมินตัน และเตะบอลเข้าเป้า

 

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 11 ปี พ.ศ. 2532

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร มีจำนวนนักกีฬา 983 คน มีจำนวนเจ้าหน้าที่ 188 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,171 คน มีการแข่งขัน 9 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล ๘ คน
เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล เปตอง แบดมินตัน เตะบอลเข้าเป้า และขว้างลูกซอฟต์บอล

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 12 ปี พ.ศ. 2533

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาวิทยาลัยพลศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี มีจำนวนนักกีฬา 1,069 คน มีจำนวนเจ้าหน้าที่ 303 คน รวมทั้งสิ้น 1,372 คน มีการแข่งขัน 9 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล ๘ คน เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล เปตอง แบดมินตัน เตะบอลเข้าเป้า และโกลบอล

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 13 ปี พ.ศ. 2534

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาวิทยาลัยพลศึกษา จังหวัดลำปาง มีจำนวนนักกีฬา 1,059 คน มีจำนวนเจ้าหน้าที่ 306 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,365 คน มีการแข่งขัน 10 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล เปตอง แบดมินตัน โกลบอล เซปักตะกร้อ และยิงปืน

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 14 ปี พ.ศ. 2535

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาวิทยาลัยพลศึกษา จังหวัดชัยภูมิ มีจำนวนนักกีฬา 1,027 คน มีจำนวนเจ้าหน้าที่ 185 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,212 คน มีการแข่งขัน 10 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล เปตอง แบดมินตัน โกลบอล เซปักตะกร้อ และยิงปืน

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 15 ปี พ.ศ. 2536

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาจังหวัดนครสวรรค์ มีจำนวนนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ 1,606 คน มีการแข่งขัน 10 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล เปตอง แบดมินตัน โกลบอล เซปักตะกร้อ และยิงปืน

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 16 ปี พ.ศ. 2537

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร มีจำนวนนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ 1,272 คน มีการแข่งขัน 10 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล เปตอง แบดมินตัน โกลบอล เซปักตะกร้อ และยิงปืน

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 17 ปี พ.ศ. 2538

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี มีจำนวนนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ 1,125 คน มีการแข่งขัน 11 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล เปตอง แบดมินตัน โกลบอล เซปักตะกร้อ ยิงปืน และวีลแชร์เทนนิส

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18 ปี พ.ศ. 2539

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาจังหวัดนครสวรรค์ มีจำนวนนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ ๑,๐๒๗ คน มีการแข่งขัน 12 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล เปตอง แบดมินตัน โกลบอล เซปักตะกร้อ ยิงปืน วีลแชร์เทนนิส วีลแชร์บาสเกตบอล

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 19 ปี พ.ศ. 254

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร มีจำนวนนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ 1,565 คน มีการแข่งขัน 14 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล เปตอง แบดมินตัน โกลบอล เซปักตะกร้อ ยิงปืน วีลแชร์เทนนิส วีลแชร์บาสเกตบอล ยกน้ำหนัก และบอคเซีย

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 20 ปี พ.ศ. 2541

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ มีจำนวนนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ 1,712 คน มีการแข่งขัน 15 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล เปตอง แบดมินตัน โกลบอล เซปักตะกร้อ ยิงปืน วีลแชร์เทนนิส วีลแชร์บาสเกตบอล ยกน้ำหนัก บอคเซีย ยิงธนู และยูโด

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 21 ปี พ.ศ. 2542

เป็นแห่งแรกที่เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติควบคู่ไปกับการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาจังหวัดระยอง มีจำนวนนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ ๒,๕๓๖ คน มีการแข่งขัน 1๗ ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอลนั่ง – ยืน เปตอง แบดมินตัน โกลบอล เซปักตะกร้อ ยิงปืน วีลแชร์เทนนิส วีลแชร์บาสเกตบอล ยกน้ำหนัก บอคเซีย ยิงธนู ยูโด และวีลแชร์ฟันดาบ

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 22 ปี พ.ศ. 2544

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร มีจำนวนนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ ๓,๐๐๐ คน มีการแข่งขัน 1๗ ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอลนั่ง – ยืน เปตอง แบดมินตัน โกลบอล เซปักตะกร้อ ยิงปืน วีลแชร์เทนนิส วีลแชร์บาสเกตบอล ยกน้ำหนัก บอคเซีย
ยิงธนู ยูโด และวีลแชร์ฟันดาบ

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 23 ปี พ.ศ. 2546

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวนนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ ๒,๘๓๖ คน มีการแข่งขัน 1๗ ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอลนั่ง – ยืน เปตอง แบดมินตัน
โกลบอล เซปักตะกร้อ ยิงปืน วีลแชร์เทนนิส วีลแชร์บาสเกตบอล ยกน้ำหนัก บอคเซีย ยิงธนู ยูโด และวีลแชร์
ฟันดาบ

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 24 ปี พ.ศ. 2548

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาจังหวัดราชบุรี มีจำนวนนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ ๒,๗๖๐ คน มีการแข่งขัน 1๗ ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอลนั่ง – ยืน เปตอง แบดมินตัน
โกลบอล เซปักตะกร้อ ยิงปืน วีลแชร์เทนนิส วีลแชร์บาสเกตบอล ยกน้ำหนัก บอคเซีย ยิงธนู ยูโด และวีลแชร์
ฟันดาบ

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 25 ปี พ.ศ. 2549

จัดการแข่งขัน ณ บริเวณสนามกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี มีจำนวนนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ ๓,๕๓๖ คน มีการแข่งขัน 1๗ ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอลนั่ง – ยืน เปตอง แบดมินตัน
โกลบอล เซปักตะกร้อ ยิงปืน วีลแชร์เทนนิส วีลแชร์บาสเกตบอล ยกน้ำหนัก บอคเซีย ยิงธนู ยูโด และวีลแชร์
ฟันดาบ

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 26 ปี พ.ศ. 2550

จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ภายใต้ชื่อว่า ลิกอร์เกมส์ บริเวณสนามกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช และสนามกีฬามหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 20 – 24 ตุลาคม 2550 มีจำนวนนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ 4,500 คน มีการแข่งขัน 16 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอลนั่ง – ยืน เปตอง แบดมินตัน โกลบอล เซปักตะกร้อ วีลแชร์เทนนิส วีลแชร์บาสเกตบอล ยกน้ำหนัก บอคเซีย ยิงธนู ยูโด และวีลแชร์ฟันดาบ

 

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 27 ปี พ.ศ. 2552

จังหวัดพิษณุโลก เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ภายใต้ชื่อว่า สองแควเกมส์ บริเวณสนามกีฬาจังหวัดพิษณุโลก ระหว่างวันที่ 17 – 21 มกราคม 2552 มีจำนวนนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ 3,211 คน มีการแข่งขัน 17 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอลยืน – นั่ง เปตอง แบดมินตัน โกลบอล เซปักตะกร้อ วีลแชร์เทนนิส วีลแชร์บาสเกตบอล ยกน้ำหนัก บอคเซีย ยิงธนู ยูโด วีลแชร์ฟันดาบ และยิงปืน

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 28 ปี พ.ศ. 2552

มีการเปลี่ยนชื่อเป็นการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ จังหวัดตรังเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่  24 – 28  ตุลาคม  2552  ณ  สนามกีฬากลางจังหวัดตรัง ภายใต้ชื่อว่า ศรีตรังเกมส์ มีการแข่งขัน 17 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอลยืน – นั่ง เปตอง แบดมินตัน โกลบอล เซปักตะกร้อ วีลแชร์เทนนิส วีลแชร์บาสเกตบอล ยกน้ำหนัก บอคเซีย ยิงธนู ยูโด วีลแชร์ฟันดาบ และยิงปืน

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 29 ปี พ.ศ. 2554

จังหวัดชลบุรีเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ภายใต้ชื่อ เมืองชลเกมส์ ระหว่างวันที่ 23 – 27 มกราคม 2554 มีการแข่งขันกีฬาทั้งหมด 17 ชนิดกีฬา ได้แก่ กรีฑา โกลบอล เซปักตะกร้อ เทเบิลเทนนิส บอคเซีย แบดมินตัน เปตอง ฟุตบอล ฟุตซอลคนตาบอด ยกน้ำหนัก ยิงปืน ยิงธนู วอลเลย์บอลยืน – นั่ง ว่ายน้ำ วีลแชร์เทนนิส
วีลแชร์บาสเกตบอล 3 คน และ 5 คน และวีลแชร์ฟันดาบ

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 30 ปี พ.ศ. 2555

จังหวัดขอนแก่นเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ภายใต้ชื่อ นครขอนแก่นเกมส์” จัดขึ้นในวันที่ 21 – 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 มีการจัดการแข่งขัน 17 ชนิดกีฬา ได้แก่ กรีฑา, โกลบอล, เซปักตะกร้อ, เทเบิลเทนนิส, บอคเซีย, แบดมินตัน, เปตอง, ฟุตบอล, ยกน้ำหนัก, ยิงปืน, ยิงธนู, ยูโด, วอลเลย์บอล (นั่ง – ยืน), ว่ายน้ำ, วีลแชร์บาสเกตบอล, วีลแชร์เทนนิส, และวีลแชร์ฟันดาบ มีคำขวัญว่า “กีฬา สานสัมพันธ์ รวมพลัง เป็นหนึ่งเดียว” และมีสัตว์นำโชคเป็นตัวหนอนไหมมีชื่อว่า “น้องไหม”

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติครั้งที่ 30 “นครขอนแก่นเกมส์” ที่จะจัดขึ้น         ในจังหวัดขอนแก่นระหว่างวันที่  21-25 มีนาคม พ.ศ. 2555 นี้ เดิมทีนั้นจะจัดขึ้นในช่วงต้นปี พ.ศ. 2555 หลังการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 40 (ซึ่งการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 40 ก็ต้องเลื่อน) อันด้วยเหตุน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทย พ.ศ. 2554

”การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ” ถือเป็น ”มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่” ไม่แพ้กับการแข่งขันของคนปกติ อีกทั้งยังเป็นเกมแห่งศักดิ์ศรีของ ”คนใจเพชร” อย่าง นักกีฬาคนพิการทั่วฟ้าเมืองไทย ซึ่งจะมีการขับเคี่ยวและช่วงชิงการเป็น ”เจ้าแห่งกีฬาคนพิการไทย”
”มหกรรมกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 30” เจ้าภาพ ”ขอนแก่น” ได้กำหนดคำขวัญประจำการแข่งขันไว้ว่า ”กีฬาสานสัมพันธ์รวมพลังเป็นหนึ่งเดียว” และสัญลักษณ์การแข่งขันเป็นภาพของนักกีฬาเคลื่อนไหวไปตามล้อวีลแชร์ อันเป็นสัญลักษณ์ของกีฬาคนพิการ และมีตัวหนอนไหมชื่อว่า ”น้องไหม” ชูคบเพลิงรูปแคน เป็นตัวนำโชค ประจำการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 30 ”นครขอนแก่นเกมส์”

 

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ปี พ.ศ. 2556

จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ภายใต้ชื่อ เวียงพิงค์เกมส์ ระหว่างวันที่ 15 – 19 มกราคม 2556 โดยได้เตรียมพิธีเปิด – ปิด ที่โรงยิมเนเซียม 2 สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี และได้จัดสนามแข่งขันทุกแห่งไว้ในเขตเมืองทั้งหมด มีคำขวัญ คือ “มิตรภาพ เอื้ออาทร เสมอภาค” มีสัญลักษณ์นำโชค คือ “ช้างภูมิใจ๋” มีการแข่งขันทั้งสิ้นจำนวน 17 ชนิดกีฬา ได้แก่ กรีฑา, โกลบอล, เซปักตะกร้อ, เทเบิลเทนนิส, บอคเซีย, แบดมินตัน, เปตอง, ฟุตบอล (หู), ฟุตบอล (ตาบอด – หูหนวก), ยกน้ำหนัก, ยิงปืน, ยิงธนู, วอลเลย์บอล (นั่ง – ยืน),
ว่ายน้ำ, วีลแชร์เทนนิส, วีลแชร์บาสเกตบอล, และวีลแชร์ฟันดาบ

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 32 ปี พ.ศ. 2557

จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ภายใต้ชื่อ ศรีสุพรรณบุรีเกมส์ ระหว่างวันที่ 10 – 14 กุมภาพันธ์ 2557 โดยได้เตรียมพิธีเปิด – ปิด ที่สนามกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี และได้จัดสนามแข่งขันทุกแห่งไว้ในเขตเมืองทั้งหมด มีคำขวัญ คือ “กีฬาสู่มิตรภาพที่ไร้พรมแดน” มีสัญลักษณ์นำโชค คือ “ปลาม้า” มีการแข่งขันทั้งสิ้น จำนวน 17 ชนิดกีฬา ได้แก่ กรีฑา, โกลบอล, เซปักตะกร้อ, เทเบิลเทนนิส, บอคเซีย, แบดมินตัน, เปตอง, ฟุตบอล (หู), ฟุตบอล (ตาบอด – หูหนวก), ยกน้ำหนัก, ยิงปืน, ยิงธนู, วอลเลย์บอล (นั่ง – ยืน), ว่ายน้ำ, วีลแชร์เทนนิส, วีลแชร์บาสเกตบอล, และวีลแชร์ฟันดาบ

สัญลักษณ์การแข่งขัน

กำแพงเมืองโบราณสุพรรณบุรี

กำแพงเมืองโบราณสุพรรณบุรี ปัจจุบันอยู่ในเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี อำเภอเมืองสุพรรณบุรี ทางฝั่งทิศตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี (แม่น้ำท่าจีน) มีลักษณะเป็นคูน้ำคันดินล้อมรอบเมืองโบราณสุพรรณบุรี    ซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้างประมาณ 920 เมตร ยาวประมาณ 3,600 เมตร ปัจจุบันยังคงปรากฏร่องรอยของคูเมือง กำแพงเมืองและป้อมกลางคูเมือง จำนวน 6 ป้อม คือ ด้านทิศตะวันออก 1 ป้อม, ด้านทิศเหนือ 1 ป้อม, ด้านทิศตะวันตก 3 ป้อม และด้านทิศใต้ 1 ป้อม อย่างชัดเจน กรมศิลปากรได้ขุดค้นกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ และทิศใต้ รวมทั้งได้ทำการบูรณะปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์กำแพงเมือง คูเมืองด้านทิศใต้จนมีสภาพเรียบร้อยสวยงามเป็นแหล่งโบราณคดีที่น่าสนใจของจังหวัดสุพรรณบุรี

สุพรรณบุรี ปัจจุบันอยู่ในเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี อำเภอเมืองสุพรรณบุรี ทางฝั่งทิศตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี (แม่น้ำท่าจีน) มีลักษณะเป็นคูน้ำคันดินล้อมรอบเมืองโบราณสุพรรณบุรี    ซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้างประมาณ 920 เมตร ยาวประมาณ 3,600 เมตร ปัจจุบันยังคงปรากฏร่องรอยของคูเมือง กำแพงเมืองและป้อมกลางคูเมือง จำนวน 6 ป้อม คือ ด้านทิศตะวันออก 1 ป้อม, ด้านทิศเหนือ 1 ป้อม, ด้านทิศตะวันตก 3 ป้อม และด้านทิศใต้ 1 ป้อม อย่างชัดเจน กรมศิลปากรได้ขุดค้นกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ และทิศใต้ รวมทั้งได้ทำการบูรณะปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์กำแพงเมือง คูเมืองด้านทิศใต้จนมีสภาพเรียบร้อยสวยงามเป็นแหล่งโบราณคดีที่น่าสนใจของจังหวัดสุพรรณบุรี

สัตว์นำโชค

ปลาม้า

ปลาม้า เป็นปลาน้ำจืด เหตุที่มีชื่อว่า “ปลาม้า” นั่นก็เป็นเพราะหน้าตาและมีครีบที่ยาวคล้ายม้า  แหล่งที่มีปลาม้ามากที่สุดคือ แม่น้ำสุพรรณบุรี (แม่น้ำท่าจีน) บริเวณ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

ปลาม้า มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Boesmania microlepis ปลาม้ามีลำตัวเรียวยาว พื้นตัวมีสีเทาอ่อน หลังมีสีเทาปนดำ บริเวณท้องมีสีขาวเงิน ส่วนตรงครีบมีสีน้ำตาลหรือสีเหลืองอ่อน หัวเล็ก จะงอยปากสั้นทู่ เกล็ดมีขนาดเล็ก ครีบหลังยาว ครีบหูเล็กแหลม ครีบท้องใกล้อกมีก้านแข็งยื่นยาวออกมา ส่วนครีบหางก็ยาวเป็นปลายแหลม

ปลาม้าสร้างรสอร่อยให้กับอาหารได้หลายชนิด ทั้งต้มส้มปลาม้า ต้มยำปลาม้า ปลาม้าทอดกระเทียมพริกไทย ปลาม้าแดดเดียว ปลาม้านึ่งมะนาว ปลาม้าสามรส การทำอาหารจากปลาม้าแต่ละอย่างนี้ ต้องเลือกปลาม้าให้มีขนาดเหมาะสมกับอาหารที่จะทำ เพราะปลาม้ามีตั้งแต่ตัวเล็ก 5 ขีด ไปจนถึงตัวโตที่มีน้ำหนักถึง 15 กิโลกรัมทีเดียว

คำขวัญการแข่งขัน

“กีฬาสู่มิตรภาพที่ไร้พรมแดน”

พิธีเปิดการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ ๓๒ “ศรีสุพรรณบุรีเกมส์”

นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รัฐมนตรีการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ ๓๒ “ศรีสุพรรณบุรีเกมส์” พร้อมด้วย ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๑ โดยมี นายกนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ว่าที่ร้อยตรีสุพีร์พัฒน์ จองพานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดการแข่งขันทุกฝ่าย คณะกรรมการกีฬาของทุกจังหวัด รวมไปถึงคณะกรรมการในทุกชนิดกีฬาให้การต้อนรับ

สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันนั้นจัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการ โดยทีมงานศุภักษร เริ่มที่การแสดง สุพรรณบุรี ซัมโฟร์นิคแบนด์ ต่อด้วยชุดการแสดงพิธีเปิด “ใจพากเพียร ตามรอยพ่อ” ตามด้วยการแสดงชุด “ใจเกื้อก่อ ต่อเติมฝัน” และการแสดงชุด “ใจทุกใจ ก้าวด้วยกัน” และเริ่มขบวนพาเหรด นำนักกีฬาสู่สนาม – ประกอบพิธีเปิด เสร็จแล้วมีการแสดง ชุด “ศรีสุพรรณบุรีเกมส์” ต่อด้วยพิธีจุดคบเพลิง และปิดท้ายด้วยการแสดงชุด “เกมส์มหัศจรรย์”

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 33 “โคราชเกมส์”

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 33 “โคราชเกมส์”  ระหว่างวันที่ 15 – 19 มกราคม 2558 ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดนครราชสีมา

 

เป็นครั้งแรกที่ใช้ระบบหมู่บ้านนักกีฬาให้นักกีฬาเข้าไปแข่งขันเหมือนกีฬาในระดับสากล สัญลักษณ์กีฬาคนพิการแห่งชาติ “ไดโนเสาร์ เฮดรอโซ” ไดโนเสาร์ถือคบเพลิง คือสัญลักษณ์ของกีฬาคนพิการ มีความหมายว่า ” แรงศรัทธา สร้างชัยชนะ”  ส่วนกีฬาคนพิการชิงชัย 17 กีฬา ประกอบด้วย กรีฑา โกลบอล เซปักตะกร้อ เทเบิลเทนนิส บอคเซีย แบดมินตัน เปตอง ฟุตซอล ฟุตบอล ยกน้ำหนัก ยิงธนู ยิงปืน ยูโด วอลเลย์บอล ว่ายน้ำ วีลแชร์เทนนิส วีลแชร์บาสเกตบอล และ วีลแชร์ฟันดาบ

 

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 34 ปากน้ำโพเกมส์ จังหวัดนครสวรรค์

สัญลักษณ์การแข่งขัน ปากน้ำโพเกมส์

ภาพจั่วแหลมสีน้ำเงิน มีลายกระจังประดับอยู่บนยอดจั่ว ทั้งสามจั่ว แสดงถึงภาพวิมานอันเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครสวรรค์ที่ได้ลด ตัดทอนเพื่อให้มีความทันสมัย มีความปราดเปียว ดูคล่องแคล่วเหมาะสมกับการกีฬาในสมัยปัจจุบัน ด้านข้างบนเหนือจั่ววิมานมี ข้อความ กีฬาคนพิการแห่งชาติครั้ง 34 และวันที่ เดือน ปี ที่จัดการแข่งขัน

          ด้านใต้ของวิมานจะประกอบไปด้วยเส้นโค้งสีแดง 4 เส้น ที่แสดงถึงสะพานเดชติวงศ์ที่เป็นเส้นทางสู่ประตูภาคเหนือ และยังรวมเอาสายน้ำ 2 สายที่มีสีของสายน้ำที่แตกต่างกัน อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งในภาพลายเส้น 2 สี เขียว แดง ซ้อนสลับกันอยู่ด้านล่างของวิมาน และโค้งของสะพานเดชาติวงศ์ ภายในประกอบด้วยภาพสัญลักษณ์ของการกีฬาแห่งประเทศไทย เสมือนเป็นดาวที่สุกใสอยู่ในท้องฟ้าเคียงคู่กับวิมานที่เหมาะสม

 

คำขวัญประจำการแข่งขัน

“มิตรภาพยิ่งใหญ่กว่าชัยชนะ”

“Friendship is greater than victory”

สัญลักษณ์นำโชค ปากน้ำโพเกมส์

สัญลักษณ์นำโชค คือ สิงโต ชื่อ เสี่ยวซือ (สิงโตน้อย) 小狮 xiaoshiความหมาย สิงโตจีน เป็นเครื่องหมายของความรุ่งเรืองและความมียศถาบรรดาศักดิ์ ความมีอำนาจขจัดปีศาจและสิ่งชั่วร้าย ทั้งช่วยในด้านฐานะและชื่อเสียง ช่วยป้องกันสิ่งเลวร้ายที่เข้ามา ช่วยคุ้มครองให้ร่มเย็นเป็นสุข ปราศจากการรบกวนของภูตผีปีศาจ คุณไสยมนต์ดำและคนพาล และจะช่วยหนุนส่งวาสนาให้รุ่งเรืองขึ้นด้วย เพิ่มพลังอำนาจให้แก่บ้าน

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 35 “สมิหลาเกมส์” ระหว่างวันที่ 20 -24 กรกฎาคม 2560 ที่ จังหวัดสงขลา

ตราสัญลักษณ์การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติครั้งที่ 35 “สมิหลาเกมส์” เกมส์แห่งความหวังและพลังใจ เป็นรูปนักกีฬาคนพิการชายจูงมือนักกีฬาคนพิการหญิง ทั้งสองนั่งวีลแชร์ อันเชิญไฟพระฤกษ์เข้าสู่สนามกีฬา สื่อความหมายถึง ภาพลักษณ์ของความเอื้ออาทร ช่วยเหลือซึ่งกันและกันประกอบกับสัญลักษณ์ กังหัน สื่อหมายถึง ภาพลักษณ์ของความเป็นสากล และรูปทรงหอยสังข์และคลื่นน้ำ สีฟ้า/น้ำเงิน สื่อหมายถึงสัญลักษณ์ของจังหวัดสงขลา  

สัญลักษณ์นำโชค การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติครั้งที่ 35 สมิหลาเกมส์ เป็นรูปน้องสมิหลา ถือคบเพลิงรูปหอยสังข์ตราสัญลักษณ์ของจังหวัดสงขลาที่อยู่ใกล้ทะเล มีดอกเฟื่องฟ้าคาดผม ดอกไม้ประจำจังหวัดสงขลาและสวมเหรียญทอง สมิหลาเกมส์ สื่อถึงความหวังและกำลังใจ….

 

 

กีฬาต้องสร้าง ไม่ใช่แค่ส่งเสริม

กีฬาต้องสร้าง ไม่ใช่แค่ส่งเสริม

           เมื่อคำจำกัดความของกีฬาไม่ใช่แค่สันทนาการ แต่เป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคลากร กระตุ้นเศรษฐกิจ ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ และสร้างแรงบันดาลใจ “พันโทรุจ แสงอุดม” รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จึงมาบอกเล่าการสร้างสรรค์นโยบายที่ทลายข้อจำกัดและจูงใจให้คนไทยเข้าถึงกีฬาให้มากที่สุด

                  นโยบายด้านการกีฬาของประเทศไทยมุ่งเน้นด้านใดเป็นพิเศษ
ผมคิดว่าเราต้องเน้นที่การสร้างก่อน แล้วส่วนอื่นๆ จะตามมา วันนี้เรายังสร้างน้อย เราไปเสริมเยอะ สร้างคือพื้นฐาน เสริมนี่คือข้างบน แต่ว่านักภาษาไทยก็ยำเลย ประดิดประดอยไปเรื่อยเลย เสริมสร้าง ส่งเสริม เสริมส่ง สนับสนุน เยอะแยะไปหมด มันเลยปนกันไม่รู้ว่าอะไรคือพื้นฐาน อะไรคือระหว่างกลาง อะไรคือปลายทาง

สร้างในมุมของผมคือฐาน ฐานคือสนามกีฬา คือพื้นที่ คืออุปกรณ์ที่เราหยิบยื่นให้คน วันนี้ถามว่าทำไมทุกคนอยากมาเล่นกีฬาที่หัวหมาก มีสองอย่างครับ หนึ่งเพราะผมมีตลาดอยู่ข้างหน้า สองคือผมมีร้านทำเล็บทำผมอยู่ข้างหลัง ประกบไว้หมด เพราะผมรู้นิสัยคนไทย จะเห็นว่าถ้าวันนี้คุณมีสตางค์อยู่ในกระเป๋าสามพันบาท แต่คุณก็จะยังเลือกซื้อเสื้อร้อยบาท คนส่วนใหญ่เป็นแบบนี้นะ วันนี้ผมต้องการซื้อใจคนให้มาอยู่ในสนามกีฬา ให้ตรงนี้เป็นต้นแบบ แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นก็คือวันนี้คนกรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีสนามกีฬา มีแต่สวนสาธารณะ ระหว่างคุณไปเดินเล่นสวนสาธารณะชั่วโมงหนึ่ง กับคุณมาวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าในห้องแอร์ มีข่าวดู มีทีวีดู มีครูที่ฝึกสอนชัดเจน ผลที่ได้มันต่างกันนะ นี่ผมทำฟิตเนส เซ็นเตอร์ ที่ใต้ถุนสนาม ทำแบบถูกๆ เลยนะ วันหนึ่งก็ทำเงินได้ แล้วก็ได้เซอร์วิซด้วย

                                      แล้ววิธีการสร้างฐานต้องทำแบบไหน
นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมก็กังวลอยู่นะว่า การพัฒนาเมืองในเมืองหลวงมันต้องพัฒนาทั้งระบบ ฐานต้องวางให้ชัดเจน วันนี้คุณจะวางสนามกีฬาไว้ตรงไหน ไม่ใช่คุณคิดแต่ว่าคุณจะวางสวนสาธารณะไว้ตรงไหน ที่เขาบอกว่าสวนสาธารณะคือปอด คือการวางปอดลงไปในเมือง ในทางการพัฒนาเมืองอะไรคือปอดผมไม่เข้าใจนะ ผมเข้าใจแต่ในทางกีฬา ถ้าในทางกีฬา ปอดของผมคือการที่วันนี้ลมหายใจ (Breathing) คุณชัดเจน ความลึกของลมหายใจ ประสิทธิภาพในการแลกเลี่ยนระหว่างคาร์บอนไดออกไซด์กับออกซิเจน สิ่งเหล่านี้คุณมาวัดได้ คุณมาสร้างได้

คุณบอกว่าสวนสาธารณะคือปอดของเมือง สนามกอล์ฟมันก็ปอดเหมือนกัน มันก็พื้นที่สีเขียวเหมือนกัน ไม่รู้นะผมมองด้วยเหตุผลแบบนี้ ทำไมคุณบอกว่าคุณจะสร้างปอดแล้วคุณไปต่อต้านไม่ให้มีสนามกอล์ฟ ผมก็งง ในเมื่อมันก็ต้องใช้น้ำรดเหมือนกัน คนที่เขามาตีกอล์ฟนี่เขาจ่ายเงินมา เขามาหวดกันนี่แต่ละหลุมไม่รู้เท่าไหร่นะ เศรษฐกิจมันหมุนอยู่ในก๊วนเขาไม่รู้เท่าไหร่ ค่าแคดดี้ ค่าอาหารการกินบนคลับเฮ้าส์อะไรต่างๆ เต็มไปหมด แต่วันนี้คุณสร้างสวนสาธารณะ เข้าห้องน้ำเก็บบาทเดียวยังโดนด่าเลย แล้วสวนสาธารณะตอนกลางคืนมืดตึ๊ดตื๋อ เพราะอะไร เพราะพอเปิดไฟสว่างเข้าหน่อยก็หาว่าเฮ้ย! เปิดทำไม เสียดายไฟ ไม่ประหยัดเลยนะ ก็ยุ่งกันไปอีก

ruth_seanhudom1.jpg

ดูเหมือนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างฐานหรือทำระบบทั้งประเทศ คุณมีวิธีการเริ่มต้นมันอย่างไร
จริงๆ ผมเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ในประเทศ เรายังมีส่วนใหญ่ๆ อยู่อีกเยอะที่ต้องคิดคำนึงในหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นเราต้องทำฟังก์ชั่นที่เรามีอยู่น้อยนิดนี้ให้มันดีที่สุด วันนี้เราทำงานเรื่องกีฬาก็ต้องแคร์เรื่องสุขภาพ จิตใจ แคร์ว่าจะทำยังไงให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ทำยังไงให้สนามกีฬามันเจริญ แต่ประเทศไทยจะทำระบบเบ็ดเสร็จมันก็ลำบาก ถ้างบประมาณที่เราได้มันเท่าเดิม เราก็ต้องคิดว่าจะลดอะไรลงได้บ้าง เรื่องการ Reduce (การลด) เป็นเรื่องที่ต้องคิดนำ คือบางคนมองแต่การเพิ่ม ใส่เข้าไปเติมเข้าไป ส่วนเรื่องการลดยังไม่ค่อยมีใครคิด ซึ่งผมกำลังศึกษาอยู่ว่าเราจะรณรงค์ส่งเสริมให้มีการลดยังไงให้ไม่กระทบ ให้เข้าใจกันเสียก่อน คือถ้าจะมีระบบตรวจสอบ ก็ต้องตรวจสอบที่ตัวเราเองก่อน

เอาอย่างงี้ ผมได้เงินมาสี่พันล้านจากเงินภาษีบาป (Sin Tax) สิ่งแรกที่ผมคิดเลยสำหรับเงินก้อนนี้คือเราต้องรีเซ็ตแล้ว แต่ว่าคนไทย ถ้าเราจะไปรีเซ็ตเขาทั้งหมด ก็คงจะเป็นอย่างที่เราหวังไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่อยากจะรีเซ็ตก็น่าจะเป็นส่วนฐานก่อน คือดูแลสนามหญ้าให้มันเขียว ดูแลพื้นที่วิ่งให้มันสะอาดสะอ้าน ทาสีสักหน่อยให้มันดูแจ่มใส ดูแล้วใจสบาย เอาล่ะ แค่สามอย่างนี้แหละ สนามหนึ่งใช้เท่าไหร่ว่ามา แล้วทำแบบปูพรมเลยนะ ทุกวันนี้ให้เดินลงไปในหญ้าเรายังไม่อยากจะเดินเลย เพราะมันมีแต่ไมยราบที่มันมีหนามด้วยน่ะ สนามมันอยู่ที่การดูแลบำรุงให้ดี มันมีวิธีอยู่ สนามหญ้าสวยๆ ของผมเนี่ย ผมท้าเลยนะว่ามานอนได้เลย นุ่มพอสมควร แล้วหญ้าก็สะอาด ทั้งหลายทั้งปวงนี้คือเราต้องการทำให้ใจคนที่มารู้สึกว่ามันน่าลงไปเล่น ไม่ใช่ว่าเฮ้ย! นี่มาถูกที่รึเปล่าเนี่ย สนามกีฬาทำไมมันเป็นอย่างนี้

นอกจากนี้ สนามกีฬาผมนี่ไฟสว่างไสวเลยนะ  แรกๆ ก็โดนพอสมควรเลยว่า เฮ้ย! นี่มันเปลืองไฟมากเลยนะ ผมก็เอาน่า เปิดไปเถอะเดี๋ยวคนก็มา แรกๆ เรายังไม่ได้สร้างฟีลให้คนมาใช่ไหม เราก็ให้มันสว่างๆ ไว้ก่อน แล้ววันนี้มันก็พิสูจน์ชัดเจน เพราะนี่มีเสียงเรียกร้องให้เปิดถึงเที่ยงคืน ผมจะชนะบาร์แถวรัชดา แถวเกษตร-นวมินทร์แล้วนะ ปัจจุบันนี้ผมดีใจอย่างหนึ่งคือเทรนด์ของการเที่ยวกลางคืนมันลดลง จะด้วยมูลเหตุอะไรนั้นผมไม่เคยสนใจเพราะผมไม่ใช่คนที่ลงไปดูแล แต่ผมมองว่าผมต้องทำยังไงถึงจะเปิดสนามกีฬาให้ได้ยาวขึ้นๆ ทำยังไงให้ต่อไปนี้สนามกีฬามีอะไรมาเอนเตอร์เทนมากขึ้น เอนเตอร์เทนเนี่ยถ้าคุณอยากจะเอนเตอร์เทนแบบไหนไปตลอดชีวิตเลยก็ได้นะ อย่างนักร้องเกาหลีใครจะบ้าไปตลอดชีวิตก็เชิญ แต่ส่วนใหญ่ผ่านไประยะหนึ่งคุณจะรู้สึกว่ามันซ้ำ ผมมองว่าคาแรกเตอร์ของคนไทยเป็นแบบนั้น ดูมาสามสี่ครั้งเขาก็เบื่อแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องเปลี่ยน จะเปลี่ยนอะไรก็ได้ นี่อีกสองเดือนข้างหน้าคุณมานั่งดูทีวีจอยักษ์ที่นี่ได้เลยนะ ผมว่าทีวีจอยักษ์นี่ผมเรียกคนมาได้สองสามพันคนสบายๆ เลย ไม่จำเป็นต้องเฉพาะวันที่มีแมตช์นะ ผมว่าเราเอาอะไรมาฉายก็เรียกคนก็ได้ เพราะวันนี้คุณเข้าไปโรงหนังเสียตั้งเท่าไหร่ มีห้าร้อยยังแทบหมดตัวเลย ก็พยายามคิดว่าอะไรที่เราจะปรับได้บ้าง ก็ทำก่อน

                           เพราะฉะนั้นกีฬาต้องเชื่อมโยงกับคน กับชุมชน
ใช่ครับ เราเอาไลฟ์สไตล์หรือวิถีชีวิตของคนไทยมาเป็นตัวเชื่อม กีฬามัน stand alone ไม่ได้ ถ้าคุณ stand alone ก็หมายความว่าวันนี้คุณต้องการแค่นักกีฬากับคนที่อยากเล่นกีฬา ซึ่งผิด วันนี้สนามกีฬาต้องการประชาชน สนามกีฬาต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ ไม่ใช่ขับรถผ่านไปประตูก็ล็อก ประชาชนจะมาก็ “ขอแลกบัตรหน่อยครับ คุณมาทำอะไรครับ จะไปไหนครับ” จะใช้เป็นทางผ่านก็ไม่ได้ ต้องอ้อมไป เสียเวลาไปอีกชั่วโมงหนึ่ง อย่างรามคำแหงตรงนี้นี่ก็เป็นพื้นที่ไม่พึงประสงค์จะผ่านอยู่แล้วนะ ดังนั้นนี่คือสิ่งซึ่งเราปรับใหม่หมดเลย คุณอยากผ่าน ผ่าน อยากจอด จอด อยากทำอะไร ทำไปเลยตามสบาย ตอนนี้ก็เลยมีความรู้สึกว่ามันเป็นคอมมูนิตี้หลัก เดี๋ยวนี้แทบจะไม่ต้องวิ่งแล้วนะ เพราะโดนข้างหลังไล่มา เหมือนสมัยที่ไปเดินงานสงกรานต์แล้วคนเยอะมากจนไม่ต้องเดินเองเลยน่ะ ก็มีประชาชนเข้ามามากขึ้น คนเลิกงานเสร็จก็มากัน ตอนนี้ผมกลับรู้สึกแฮปปี้นะเวลารถติดอยู่ที่สนาม ผมรู้สึกว่าผมประสบความสำเร็จมาก ทั้งๆ ที่อาจจะโดนด่าก็ได้ การที่ทำให้รถติดในสนามกีฬาได้มันเป็นความภูมิใจของผมมาก

ไม่อยากเชื่อเลยนะว่าความคิดเริ่มต้นของผมมันจะมาได้ไกลขนาดนี้ มีเด็กนักศึกษารามฯ มาขอบคุณท่านผู้ว่าฯ ว่าผมจบมาได้เพราะผมขายของที่ตลาดหน้าสนามนี่ เขาก็บอกว่าเขาไม่รู้ว่าจะทำอะไรที่จะทำให้เขาได้เรียน คือวันนี้คนที่ไม่มีอาชีพคือเขาไม่มีอาชีพจริงๆ นะ คนที่ไม่มีอาชีพคิดจะขายรองเท้าที่ซื้อมา 25 บาท เอามาขายคู่ละ 40 บาทก็โอเคแล้วสำหรับเขา วันนี้เรานั่งอยู่ในจุดที่เราหยิบยื่นการอยู่รอดในการดำรงชีวิตให้เขาได้ด้วยการสร้างรากฐานทางกีฬา จนตอนนี้รู้สึกว่าเราได้เลี้ยงคนประมาณ 500 ครัวเรือนให้ได้มีข้าวกิน มีเงินให้ลูกได้เรียนหนังสือ ไม่น่าเชื่อว่าเริ่มต้นจากแค่คำว่าตลาดนัด ตอนแรกที่ผมทำ พรรคพวกก็ทักว่าจะมาทำแบบนี้ทำไม แต่ผมรู้สึกว่าเวลาเราคิดเรื่องอะไร เราเอาใจเราคิดดีกว่า มันมีความรู้สึกว่ามันใช่ไง แล้วถ้าใครจะด่าเรา เราก็ไม่ใจอ่อน นี่คืออย่างหนึ่ง

ruth_seanhudom2.jpg

จะนำแนวคิดไปปรับใช้กับสนามกีฬาที่ไม่ได้สังกัดการกีฬาแห่งประเทศไทยอย่างไ
ผมว่าเรื่องใครเป็นเจ้าของสนามมันไม่ใช่ปัญหา สำคัญคือวันนี้ต้องเริ่มจากเข้าใจไอเดียก่อน ถ้าไอเดียดี เจ้าของสนามก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไอเดียไม่ดี ก็ไม่มีทางที่เขาจะเห็นด้วยหรือนำไปปฏิบัติ ผมก็ใช้วิธีการนี้มาตลอด อย่างวันนี้เราอาจจะโฆษณาออกไปว่าเราจะรีเซ็ตพื้นที่ที่ให้คนมาวิ่งได้ มาออกกำลังกายได้ ในรูปลักษณ์แบบนี้ ไอเดียแบบนี้ แล้วเจ้าของสนามแต่ละที่เขาจะได้มองว่าจะเอาไปใช้ไหม คือเราเป็นหน่วยที่ต้องคิด เขาเป็นหน่วยที่นำเอาความคิดของเราไปใช้ ผมถึงบอกว่าวันนี้ผมดูแลทรัพย์สินทั้งหมด เมื่อเราดูแลทรัพย์สินทั้งหมดสิ่งที่เราต้องการก็คือประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สิน นั่นคือพี่น้องประชาชนได้มาใช้ทรัพย์สินนี้ สิ่งที่ได้คือสุขภาพ ทั้งกายและใจ วิธีการที่เราบริหารงานจริงๆ แล้วเป็นแบบนั้นนะ คือทำอย่างไรให้เกิดความรู้สึกชัดขึ้นเป็นลำดับ คือผมว่าวันนี้เราอยากจะแสดงจุดยืนว่ากีฬาเป็นเรื่องที่สร้างความสุข สร้างเศรษฐกิจ สร้างให้คนได้ คิดเป็น ทำเป็นมากกว่า

มีแผนงานการจัดกิจกรรมกีฬาระดับโลกเพื่อประชาสัมพันธ์กีฬาและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกีฬาหรือไม่
ขณะนี้เราจะมีสปอร์ตอีเวนต์ซึ่งเป็นโปรแกรมการท่องเที่ยวด้วยในระหว่างปีพอสมควร ซึ่งมันเป็นงานระดับนานาชาติ มีวอลเลย์บอลชายหาด มีแข่งขันรถยนต์นานาชาติ World Touring Car มีแข่งกอล์ฟ ซึ่งจะจัดประมาณ 8 สนาม คือ 8 เดือนในหนึ่งปี ซึ่งอาจจะมีกีฬาอื่นๆ อีก เทนนิสอาจจะมีนิดหน่อยแต่เรากำลังศึกษากันอย่างหนักเลย เพราะว่าเราไม่มีสเตเดียมที่พร้อมรองรับคนสัก 2 หมื่นคน จริงๆ ปริมาณคนดูมันจะอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่น แต่เรารองรับได้แค่ 7 พัน เราจะเสียตรงนั้นพอสมควร ก็กำลังศึกษาอยู่ว่าจะทำยังไง ส่วนกีฬาทางทะเลนี่ก็ชัดเจน พวกเจ็ตสกี เรือใบ อะไรพวกนี้

อีกอันที่เราคิดว่าช่วยได้คือฟุตบอล ฟุตบอลนี่ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก มันจะมีระบบของมันอยู่แล้ว แต่ว่าเทคนิคคือเดิมจะมีการจัดในลักษณะของการเป็นเจ้าภาพร่วม (Co-host) ใช่ไหม อย่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ แต่ของเราจะทำเป็น Combined Host คือจับมือร่วมกันเลย 4 ประเทศในแนวตั้ง เวียดนาม ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ร่วมกันเสนอตัวเป็นเจ้าภาพบอลโลก เพราะผมมองว่าด้วยความพร้อมที่มีอยู่พอสมควรแล้ว Combined Host ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่เราอยากจะเห็น แต่ว่ามันคงอีกนานพอสมควร ก็คงจะเขียนเป็นยุทธศาสตร์ไว้ให้รุ่นลูกๆ เราทำ

เพราะวันนี้ฟีฟ่าเขาศึกษามาแล้วว่าแข่ง 4 ทีมมันน้อยไป อนาคตก็อาจจะเป็น 6 กรุ๊ป 6 ทีม เท่ากับทั้งหมด 36 ทีม แต่ถามว่าจัดบอลโลก 28 วันนี่ จะต้องสร้างสนามใหม่สนามหนึ่งเลยเหรอ มันยุ่งนะ ผมก็มองว่า ถ้าเราจะทำให้เสร็จแบบไม่ต้องจ่ายเยอะ เราก็ต้องบาลานซ์ ไทยมี 1 สนามคือราชมังคลากีฬาสถาน มาเลเซียเขามีอยู่แล้ว 2 สนาม แล้วก็เวียดนามกับสิงคโปร์ ก็แบ่งกันไป มาเลเซียมี 2 สนาม เขาลงทุนมาแล้ว เราก็อาจจะให้เขาจัดพิธีปิด ตอนแข่งเขาก็รับไป 2 กรุ๊ป เราอาจจะจัดพิธีเปิด ไทยเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะหัดเกาะรถไฟบ้าง ไม่จำเป็นต้องเป็นหัวรถจักรอยู่ตลอดก็ได้ หัดเป็นโบกี้ที่สองที่สามบ้างก็ได้นะ

                                    คุณเชื่อว่ากีฬาเป็นตัวสร้างใจใช่ไหม
โอ้โห! ชัดเลยครับ คุณมานั่งอยู่ในสนามกีฬาสัก 45 นาที เอาแค่ครึ่งแรก คุณจะได้ Spirit of Sport กลับไปไม่รู้เท่าไหร่ จิตวิญญาณจากเกมกีฬาพวกนี้ที่เกิดขึ้นในระหว่างเกม มันจะเทรนตัวเราเอง เมื่อวันก่อนผมก็ไปนั่งดูฟุตบอลคู่บุรีรัมย์แข่งกับศรีสะเกษที่สนามศุภฯ ทำไมผมถึงเลือกไปดูคู่นี้รู้ไหม เพราะว่าเป็นทีมที่มาจากต่างจังหวัดทั้งคู่ แต่เป็นทีมที่สร้างทีมขึ้นมาอย่างมีระบบมากๆ ผมเคยไปเยี่ยมแคมป์นักกีฬานี่ ผมอยากให้ลูกผมเป็นแบบนี้จริงๆ นะ แค่รองเท้าที่เขาวางเรียงไว้ ส้นรองเท้านี่อยู่บนเส้นที่ขีดไว้เลยนะ เสื้อผ้าของใช้อะไรต่างๆ ต้องยังไงนี่เป๊ะเลย คือค่าตัวคุณ 3 แสนบาทต่อเดือน ถ้าคุณไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ คุณไม่ควรมารับเงิน 3 แสนบาท เพราะไม่อย่างนั้นแข่ง 90 นาที คุณก็จะเล่นสัก 30 นาที นอกนั้นคุณก็เดินเอา แล้วบอลมันจะดูสนุกได้ยังไงถูกไหม เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของใจทั้งนั้น

วันนั้นผมไปดูกีฬาผมอยากเห็นอะไร ผมอยากเห็น Spirit of Sport ผมเก็งมาก่อนหน้านั้นแล้วประมาณสักเดือนหนึ่งนะว่าสนามจะเต็มหรือเปล่า ผมจะวัดใจคนทางอีสานที่ต้องเดินทางมาไกลพอสมควร ปรากฏว่าวันนั้นสามหมื่นนะ ใช้ได้เลย ถ้ามันไม่ด้วยสปิริต แล้วมันจะด้วยอะไรที่คนจะมารวมกันได้ มาร้องเพลงๆ เดียวกันได้ มาใส่เสื้อสีเดียวกันได้ แพ้ชนะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แน่นอนว่าถ้าวันนี้ชนะ คนชนะก็ต้องดีใจ ส่วนคนแพ้ก็แปลว่าวันนี้คุณเล่นไม่เต็มที่ ก็ไปฟิตซ้อมมาใหม่ ผมชอบใช้คำว่า “ไปฟิตมาใหม่” เป็นประจำในการทำงาน เวลาด่าลูกน้องไปเสร็จ ก็จะจบด้วยคำว่า “เฮ้ย! ไปฟิตมาใหม่” เหมือนกับเล่นกีฬานั่นแหละ

Creative Ingredients

                                                    หลักในการทำงาน
ผมบอกเลยนะว่าการเปลี่ยนแปลงคือ การสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นในการทำงาน ภาคปฏิบัติการก็ต้องเปิดโอกาสให้คนคิดมากๆ เหมือนกัน บางทีผมบ้าๆ เช้ามาปุ๊บ ผมเปลี่ยนมุมห้องทำงานหมดเลย โต๊ะทำงานโต๊ะรับแขก ไม่งั้นมันซ้ำไง ก็ไม่เกิดความสร้างสรรค์ อีกอย่างถ้าสังเกตจะเห็นว่า ทุกอย่างผมจะโยงไปที่ใจตลอด เพราะสำหรับผมสิ่งนี้สำคัญที่สุด คุณจะฉลาดปราดเปรื่องมาจากไหนก็แล้วแต่ แต่ถ้าใจคุณไม่นิ่งก็ไปต่อไม่ได้

                                                         กิจกรรมเวลาว่าง
ผมชอบเดินห้าง สำหรับผมมีสองอย่าง หนึ่งคือไปดูวิวัฒนาการพวกดีไซน์ของห้าง ของแต่ละร้าน แต่ละผลิตภัณฑ์ ผมจะสังเกตว่าแรงบันดาลใจมันคืออะไร เพราะผมต้องเป็นคนคิดต้นแบบ เป็นคนตั้งแบบอย่าง เวลาเราโค้ชลูกน้อง เราต้องยกตัวอย่างที่ถูกต้องได้ มันจะเร็วและตรง สองคือไปดูสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ คือมันบอกได้ชัดนะ ผมสังเกตแม้กระทั่งวันนี้ทำไมไม่มีกล้วยหอมขาย แล้วตกหวีละเท่าไหร่ แปลว่ามันขาดตลาดหรือเปล่า หรือราคามันขึ้นจนกินไม่ลงแล้ว และสุดท้ายจะเดินไปที่ฟู้ดคอร์ทว่าเป็นยังไง คนเขากินยังไง อยู่ยังไง ยังเห็นเด็กกินน้ำอัดลมหวานๆ หรือดูแม้กระทั่งน้ำปลา น้ำตาล ก็สังเกตว่าน้ำตาลหมดเร็วมาก เพราะฉะนั้นเรื่องภาวะสุขภาพมันดูที่การบริโภคได้ สิ่งละอันพันละน้อยแบบนี้ไม่ต้องไปสังเกตไกลๆ ที่ไหนหรอก

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ…จากคนดังระดับโลก

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ…จากคนดังระดับโลก

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

คำคม…ข้อคิด จากคนดังระดับโลก อีกหนึ่งแรงบันดาลใจ จากประโยคข้อความสั้นๆ ที่ได้ถูกถ่ายทอดออกมา เป็นตัวอักษร ล้วนแล้วแต่เป็นถ้อยคำอันทรงคุณค่าได้ถูกกลั่นกรองมาจากประสบการณ์จริง วลีเด็ดจากบุคคลผู้มีชื่อเสียงจากทั่วโลกที่ได้กล่าวถึง ความสำคัญของการศึกษา การเรียนรู้ พร้อมทั้งแง่คิดในการใช้ชีวิต อาจกลายมาเป็นส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ ที่กำลังอยู่ในช่วงวัยเรียน ข้อคิดดีๆ ที่ Life on campus ขอภูมิใจนำเสนอ และได้รวบรวมมาให้ได้ชมกัน จะซาบซึ้งกินใจแค่ไหนไปชม…

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

1.“Stay Hungry, Stay Foolish”
-Steve Jobs-

“จงกระหาย และ ทำตัวให้โง่ตลอดเวลา”
-สตีฟ จอบส์- (ผู้นำธุรกิจและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

2. “I don’t mind if I have to sit on the floor at school. All I want is education. And I’m afraid of no one.”
-Malaya YousafZai-
“ฉันไม่รังเกียจที่จะนั่งที่พื้นของโรงเรียน สิ่งที่ต้องการสำหรับฉัน คือ การได้เรียนหนังสือ และฉันไม่เกรงกลัวใครที่จะแสดงออกเช่นนี้”
-มาลาลา ยูซาฟไซ- (สาวน้อยมหัศจรรย์ชาวปากีสถาน ที่ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าที่ประชุมใหญ่ของสหประชาชาติ 2556)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

3. “Education is the most powerful weapon which you can use to change the world.”
-Nelson Mandela-

“การศึกษาเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด ที่เราจะนำมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงโลก.”
-เนลสัน แมนเดลา – (อดีตประธานาธิปดีผู้ยิ่งใหญ่ของแอฟริกาใต้)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

4. “Live as if you were to die tomorrow. Learn as if you were to live forever.”
-Mahatma Gandhi-

“ใช้ชีวิตราวกับว่าคุณจะตายพรุ่งนี้ . เรียนรู้ราวกับว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป.”
-มหาตมา คานธี – (ผู้นำและนักการเมืองที่มีชื่อเสียงชาวอินเดียและศาสนาฮินดู)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

5. “Success is a lousy teacher. I seduces smart people into thinking they can’t lose.”
-Bill Gates-

“ความสำเร็จคือครูที่แย่มาก เพราะมันล่อลวงคนฉลาดให้คิดว่าพวกเขาไม่มีวันล้มเหลว.”
-บิลล์ เกส์- (นักธุรกิจชื่อดังชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

6. “He who would learn to fly one day must first learn to stand and walk and run and climb and dance;
one cannot fly into flying.”
-Fredrich Wilhelm Nietzche-

“ผู้ใดอยากจะบินได้ ต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะยืน เดิน วิ่ง ปีน และเต้นรำก่อน เพราะไม่มีใครสามารถบินได้ในทันที”
-ฟรีดริช วิลเฮล์ม นิทเช่- (นักนิรุกติศาสตร์และนักปรัชญาชาวเยอรมัน)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

7. “Education is not preparation for life; education is life itself.”
-John Dewey-

“การศึกษาไม่ใช่การเตรียมตัวของชีวิต มันคือชีวิตในตัวมันเอง”
-จอห์น ดูอี- (นักปรัชญา นักจิตวิทยา และนักปฏิรูปการศึกษาชาวอเมริกัน)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

8. “Imagination is more important than knowledge. Knowledge is limited. Imagination encircles the world.”
-Albert Einstein-

“จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เพราะความรู้นั้นมีจำกัด แต่จินตนาการมีอยู่ทุกพื้นที่บนโลก.”
-อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์- (นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

9. “If you can’t explain it simply, you don’t understand it well enough.”
-Albert Einstein-

“ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายสิ่งใดให้ผู้อื่นเข้าใจได้โดยง่าย นั่นหมายความว่าตัวคุณเองยังไม่เข้าใจมันดีพอ”
-อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์-

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

10. “Learn from yesterday, live for today, hope for tomorrow. The important thing is not to stop questioning.”
-Albert Einstein-
 
“เรียนรู้จากวันวาน ใช้ชีวิตอยู่ในวันนี้ มีความหวังกับวันพรุ่งนี้ สิ่งสำคัญคืออย่าหยุดตั้งคำถาม”
-อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์-

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

11. “The roots of education are bitter, but the fruit is sweet.”
-Aristotle-

“รากของการศึกษาอาจขม แต่ผลของมันนั้นหวาน.”
-อริสโตเติล- (นักปรัชญากรีกโบราณ)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

12. “Educating the mind without educating the heart is NO education at all.”
-Aristotle-

“ให้ความรู้แก่สมอง โดยที่หัวใจปราศจากการเรียนรู้ มีค่าเท่ากับการไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย.”
-อริสโตเติล-

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

13.”The beautiful thing about learning is nobody can take it away from you.”
– B.B. King-
 
“สิ่งที่วิเศษสุดสำหรับการเรียนรู้ คือไม่มีใครสามารถเอามันไปจากคุณได้.”
-บี.บี. คิง- (นักแต่งเพลง นักกีตาร์ ชาวอเมริกัน)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

14. “Difference between school and life? In school you are taught a lesson and then given a test. In life, you are given a test that teaches you a lesson.”
-Tom Bodett-

“ชีวิตวัยเรียนและชีวิตจริงแตกต่างกันตรงที่…ชีวิตวัยเรียน เราได้รับการสอนบทเรียนก่อนทำแบบทดสอบ แต่ในชีวิตจริงนั้น เราจะได้ทำแบบทดสอบที่จะสอนบทเรียนให้กับเรา.”
-ทอม โบเด็ท- (นักเขียน, นักจัดรายการวิทยุ ชาวอเมริกัน)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

15. “The things I want to know are in books; my best friend is the man who’ll get me a book I ain’t read.”
-Abraham Lincoln-
 
“สิ่งที่ฉันต้องการจะรู้ อยู่ในหนังสือ; เพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน คือคนที่จะเอาหนังสือที่ฉันไม่เคยอ่านมาให้”
-อับราฮัม ลินคอร์น- (ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

16. “If you can’t fly then run, if you can’t run then walk, if you can’t walk then crawl, but whatever you do you have to keep moving forward.”
– Martin Luther King Jr.-
 
“ถ้าคุณบินไม่ได้ก็วิ่ง วิ่งไม่ได้ก็เดิน เดินไม่ได้ก็คลาน…ทำอย่างไรก็ได้ให้เคลื่อนไปข้างหน้า.”
– ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์- (นักคิด นักปฏิรูปคนสำคัญของโลก)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

17. “Genius is one percent inspiration and ninety-nine percent perspiration.”
-Thomas Alva Edisons-

“การเป็นอัจฉริยะ ประกอบด้วยแรงบันดาลใจ 1% และหยาดเหงื่ออีก 99%.”
-โทมัส อัลวา เอดิสัน- (นักประดิษฐ์และนักธุรกิจชาวอเมริกัน ฉายา “พ่อมดแห่งเมนโลพาร์ก”)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

18. “We keep moving forward, opening new doors, and doing new things, because we’re curious and
curiosity keeps leading us down new paths.”
-Walt Disney-
 
“เราก้าวเดินไปข้างหน้า เปิดประตูบานใหม่ๆ และทำในสิ่งใหม่ๆ เพราะคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยากรู้อยากเห็น
และเจ้าความอยากรู้อยากเห็นนี่เองที่นำพาเราไปสู่หนทางใหม่ๆ.”
-วอลท์ ดิสนีย์-(ผู้สร้างผลงานการ์ตูนที่แพร่หลาย และประสบความสำเร็จมากที่สุดของโลก)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

19. “Education is not the filling of a pail, but the lighting of a fire.”
– William Butlet Yeats-
 
“การศึกษามิใช่เรื่องของการเติมน้ำใส่ถัง หากแต่เป็นเรื่องของการจุดไฟ.”
-วิลเลียม บัตเลอร์ เยตส์ -(กวีเอกชาวไอริช)

20 คำคมข้อคิดสะกิดใจ...จากคนดังระดับโลก

20. “What is not started today is never finished tomorrow.”
-Johann Wolfgang von Goethe-

“ไม่เริ่มต้นในวันนี้ จะไม่มีทางสำเร็จในวันพรุ่ง”
-โยฮันน์ วูล์ฟกัง ฟอน เกอเต้- (นักเขียน นักปรัชญา นักสิทธิมนุยชน ชาวเยอรมัน)