m5zn_9319645c9643fc1

มนุษย์กลายพันธุ์ในอนาคต

มนุษย์กลายพันธุ์ในอนาคต

คุณเชื่อเรื่องที่ว่าในอนาคตมนุษย์อย่างพวกเรานั้นจะกลายพันธุ์หรือไม่ ฟังแล้วมันคงเป็นไปได้ยากเลยใช่ไหมล่ะ คุณคงกำลังจะนึกถึงภาพยนตร์สักเรื่องที่มนุษย์นั้นสามารถกลายพันธุ์และมีพลังพิเศษได้อยู่ใช่ไหม อันที่จริงแล้วมันไม่มีอะไรมาพิสูจน์ได้เลยว่าในอนาคตเรานั้นจะกลายพันธุ์ได้จริงๆหรือเปล่า แต่ถ้าหากเราได้ย้อนกลับไปเมื่อยุคสมันก่อนของการเกิดมนุษย์ยุคแรกๆ

ที่เรากลายคนรวมถึงนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่มีความเชื่อว่า มนุษย์นั้นถือกำเนิดโดยลิง เพราะอะไรล่ะ? ก็เพราะว่าลิงนั้นมีส่วนประกอบทุกๆอย่างที่คล้ายกับมนุษย์ ซึ่งจริงๆแล้วสัตว์ทุกประเภทก็ส่วนคล้ายกับมนุษย์เช่นเดียว มีหู มีตา มีจมูก มีปาก มีแขนขาเหมือนกันในสัตว์จำพวกสัตว์ 4 เท้า แล้วทำไมเราถึงไม่วิวัฒนาการกลายพันธุ์มาจากเสือล่ะ เพราะเสือไม่สามารถยืน 2 ขาได้ แล้วหมีล่ะ บอกแล้วก็พอมีความเป็นไปได้นะ แต่ลักษณะของปากและยีนส์ที่พบในหมีกับคนนั้นมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ถ้าหากเราทำการตรวจสอบยีนส์แล้วจะพบว่าลิงนั้นมีสปีชีส์ที่คล้ายกับคนมากที่สุด

แต่สงสัยก็สินะว่าแล้วทำไมลิงที่เราเห็นทุกวันนี้ถึงไม่วิวัฒนาการมาเป็นคน นั้นเป็นเพราะเมื่อยุคสมันก่อนนั้นได้มีการสันนิฐานว่าบรรพบุรุษของเรานั้นไม่ใช่ลิงสายพันธุ์ทั่วไป แต่เป็นลิงชิมแปนซี ที่การผสมพันธุ์กับลิงต่างสปีชีส์อีกทอด ทำให้รุ่นลูกนั้นออกมามีลักษณะแปลกตาออกไป จึงทำให้ลิงที่เกิดมารุ่นหลังๆนั้นมีการผสมพันธุ์โดยข้ามสปีชีส์เพิ่มมากขึ้น จากหลักฐานเดิมที่เคยบอกว่าแต่เดิมนั้นมนุษย์มีตาสีดำ หรือ สีน้ำตาล แต่ในยุคปัจจุบันที่เราเห็นยังมีมนุษย์ที่มีตาอื่นอีกมากมาย นี่จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าตอนระเวลาที่ผ่านนั้นมนุษย์ได้มีการวิวัฒนาการหรือกลายพันธุ์มาโดยตลอด

ซึ่งในตอนนี้ยังดูเหมือนเป็นการกลายพันธุ์ที่ยังไม่แปลกใจสักเท่าไหร่ แต่หากเทียบในสมัยก่อนถ้ามนุษย์ที่มีตาสีน้ำตาล สภาพแวดล้อมทั่วไปและบรรพบุรุษก็มีตาสีน้ำตาล มาเจอมนุษย์ตาสีฟ้า ก็คงจะแปลกใจไม่น้อย หรืออาจะบอกว่าเป็นตัวประหลาดเลยก็ว่าได้

ฉะนั้นก็เช่นเดียวกันกับในอนาคตที่จะมีความเป็นไปได้ว่ามนุษย์เราอาจจะมีการกลายพันธุ์เกินขึ้น สิ่งที่ถูกสันนิฐานไว้ว่ามนุษย์จะวิวัฒนาการนั้นก็คือ พละกำลังที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนสูงที่มีความสูงมากขึ้น ดวงตาจะมีขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังอาจจะยังไม่เห็นได้อย่างชัดเจนทั้งหมดแต่ก็พอมีความเป็นได้ไม่น้อยเช่นเดียวกัน

m5zn_9319645c9643fc1

สไลม์แบบใส

สไลม์แบบใสเหมือนน้ำ 

มาค่ะเราคิดว่าต้องมีคนเคยเคยเล่นสไลม์เพราะว่าส่วนตัวเรานั้นชอบเล่นมากเลย แต่ว่าวันนี้มีการทำสไลม์แบบใสเหมือนน้ำใช่ค่ะปกติจะเป็นสีขุ่นแล้วใสสีผสมอาหารกันเพื่อที่เรานั้นได้เล่นแบบไม่ต้องไปซื้อมาให้แพงกันวันนี้เรามาทำเองง่ายๆมากเลย มาค่ะวิธีทำ สิ่งที่เรานั้นต้องเตรียมกัน  กาวใส เบคกิ้งโซดา น้ำยาคอนแทคเลนส์ renu  

เริ่มจากที่เรานั้นเอาเบคกิ้งโซดา

หนึ่งช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำเปล่า จากนั้นเราก็คนเบคกิ้งโซดาให้เข้ากัน แล้วทิ้งไว้ให้น้ำนั้นใสเพื่อที่เรานั้นเอาไปผสมกันจะได้ใสนี่คือเทคนิคให้ใส จากนั้นเรานำกาวใสที่เรานั้นเตรียมไว้ เอากาวใสนั้นใส่ประมาณ หกช้อน จากนั้นเราก็เอาน้ำเบคกิ้งโซดาที่ใสแล้วมาตักใส่ที่เราตังกาวใสไว้ แล้วก็น้ำยาคอนแทคเลนส์  renu แล้วในช่าวที่เราคนนั้นเราจะบอกเทคนิคนิดนึงคือเราต้องค่อยๆคน เพื่อที่ไม่ให้เกิดฟองอากาศ

เราค่อยคน แล้วเราคอยดูว่าถ้าเราต้องเติมน้ำนั้นเราต้องเติมน้ำยาคอนแทคเลนส์กับน้ำเบคกิ้งโซดา ค่อยๆเตมลงไป แล้วก็ข้อสำคัญคือต้องค่อยๆคนไม่คนแรง เพื่อที่ไม่ให้เกิดฟองอากาศ หลังจากที่เราคนส่วนผสมเข้ากันแล้วให้เรานั้นทิ้งใว้สัก 30 นาทีเพื่อที่ให้ส่วนผสมนั้นเซ็ดตัว หลังจากนั้นเรามาดูว่าใสอย่างที่เราบอกหรือเปล่า

แต่ถ้าเรานั้นคนแรงก็อาจจะเกิดฟองอากาศวิธีแก้ก็คือเราปล่อยทิ้งใว้เลยข้ามคืน หลังจากนั้นเรามาดูว่าฟองอากาศนั้นจะหายไป  เห็นไหมค่ะไม่เหมือนใครเพราะว่าคนอื่นเล่นแบบสีแต่เรานั้นแบบใส ดูสะอาดมาก และน่าเล่นมาก แล้วอยากจะบอกว่าสูตรนี้นั้นจะนิ่มมากกว่าสูตรแป้งอีก

แถมไม่แข็งกะด้านเหมือนกับสูตรแป้ง เพราะเบคกิ้งโซดานั้นเป็นส่วนผสมไม่ใช่ผงฟูนะค่ะ

วันนี้เราเอาเทคนิคมาฝากกันหวังว่าคนที่ชอบเล่น สไลม์นั้นจะถูกอกถูกใจกันนะค่ะ เพราะว่าวิธีที่ทำนั้นง่ายมากไม่ยากจนเกินไปแล้วเบกิ้งโซดานั้นหาก็หาง่ายมากหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อได้ง่ายแถมราคาประมาณ 15-20 บาทนี่แหล่ะค่ะ กาวใสก็ขาวไม่เกิน 20 บาท แถมเล่นได้นานอีกด้วยง่ายๆแบบนี้เราอยากให้คนที่ชอบเล่นนั้นลองเอาไปทำเล่นและอีกอย่างเราเล่นก่อนเพื่อที่เรานั้นจะได้ไปอวดคนที่ยังไม่มีและคนที่ยังไม่มีแบบใส

แต่ถ้าคนที่เคยเล่นแบบผสมแป้งถ้าเจอสูตรนี้เข้าไปบอกเลยแป้งก็เถอะ เจอสูตรเบกิ้งโซดาเข้าไปรับลองว่าคนที่เล่นสไลม์นั้นจะติดใจ เพราะนิ่มมาก

m5zn_9319645c9643fc1

มิติคู่ขนานกับโลก

คุณเชื่อเรื่องของโลกคู่ขนานหรือไม่?

แน่นอนว่ามีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อ แม้ว่าบางคนได้พยายามที่จะเอาแนวคิดทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายแล้ว ก็ยังมีความเป็นไปได้น้อยอยู่ดี แล้วมิติคู่ขนานหรือโลกคู่ขนานนี้คืออะไรล่ะ อธิบายแบบที่หลายคนเข้าใจนั้นก็คือ เป็นอีกมิติที่ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับโลกของเรา เชื่อกันว่าเป็นโลกใบที่สอง ที่มีเราอีกหนึ่งชีวิตอาศัยอยู่ในมิตินั้น แต่ทุกอย่างจะมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงเช่น จากซ้ายเป็นขวา จากผู้หญิงเป็นผู้ชาย ในโลกนี้คุณอาจจะฉลาดมากๆ แต่ในอีกโลกหนึ่งคุณอาจจะโง่มากๆเลยก็เป็นไปได้

 

เพราะเหตุนี้จึงมีการตั้งทฤษฎีและสมมติฐานขึ้นมาหลากหลายประการอย่าง

ทฤษฎีย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต หากคุณเกิดอุบัติเหตุจนต้องเข้าโรงพยาบาล แล้วคุณได้ทำการเดินทางย้อนเวลากลับไปเตือนตัวเองในอดีตว่าไม่ควรทำอะไรเพื่อไม่ให้อุบัติเหตุนั้นก็เกิดขึ้นกับตัวเอง ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะเท่ากับว่าในปัจจุบันคุณจะปลอดภัย ในเมื่อคุณปลอดภัยไม่ต้องเข้าโรงพยาบาล คุณก็ไม่มีความจำเป็นต้องย้อนเวลากลับไปบอกตัวเองในอดีต ตัวคุณในอดีตก็จะไม่รู้ว่า จะเกิดอุบัติเหตุขึ้น จนทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาล แบบนั้นแล้วทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับมิติหรือโลกคู่ขนานนั้น

จึงถูกคิดค้นขึ้นเพื่ออธิบายให้กับปรากฏการณ์ความผันผวนของมิติเวลาเหล่านี้ได้ดังนี้ ในทุกๆสถานการณ์ที่เราต้องการเลือกมากกว่า 1 ตัวเลือก เช่น ถ้าเรามี 2 ตัวเลือก นั้นแปลว่าจะเกิดโลกคู่ขนานขึ้นมา 2 โลก และใน 2 โลกคู่ขนานนี้เราจะต้องทำการเลือกตัดสินใจในตัวเลือกใดตัวเลือกหนึ่ง นั้นหมายถึงในโลกคู่ขนานของเราก็จะเกิดตัวเลือก 2 ตัวเลือกเพิ่มขึ้นมาเช่นเดียวกัน

 

ทำให้โลกคู่ขนานถูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างนับไม่ถ้วน

นี่จึงทำให้มีทฤษฎีไปอธิบายเหตุการณ์การเกิดอุบัติการณ์ดังที่ได้ยกตัวอย่างไปข้างต้นว่า คุณนั้นไม่อาจสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอดีตที่ผ่านมาของตัวเองได้ เพราะถ้าหากคุณได้ทำการเดินทางย้อนเวลากับไปอดีตเพื่อเตือนตัวเองให้ระวังจากเหตุการณ์เหล่านั้น ตัวคุณที่อยู่ในอดีตจะตัดสินใจตามที่ตัวคุณได้ย้อนเวลากลับไปบอก

ซึ่งจะเกิดขึ้นจริงที่ว่าตัวคุณนั้นไม่ได้รับอุบัติเหตุจนเข้าโรงพยาบาล แต่จะเป็นคนละอนาคตกับปัจจุบันของคุณที่ได้รับอุบัติเหตุ นั้นก็คือจะเกิดเป็น 2 มิติ แม้ว่าคุณจะเดินทางกลับมาปัจจุบันแล้วนั้น คุณเองก็ยังได้รับอุบัติเหตุแล้วอยู่ดี แต่มิติที่คุณได้ทำการย้อนกลับไปเตือนนั้นเขาจะไม่ได้รับอุบัติเหตุใดๆ และมีอีกทฤษฎีที่ถูกเชื่อมโยงคือ เดจาวู แน่นอนว่าหลายๆคนคงจะเคยรู้สึกขึ้นมา

เป็นความรู้สึกหรือเห็นภาพที่เหมือนกับว่าได้เคยเห็นและทำมาก่อนหน้านี้แล้ว จริงแน่นอน ที่คุณเคยเห็นหรือทำเหตุการณ์นั้นจริงๆ แต่จะเป็นตัวคุณในอีกมิตินั้นเป็นคนทำ ซึ่งในทุกๆมิติที่ขนานกันจะมีสายใยบางอย่างที่สมองมีคลื่นตรงกัน เพราะทั้งคุณและเขานั้นเป็นคนคนเดียวที่อาศัยอยู่คนละมิติก็เท่านั้น เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะกระแสประสาทเชื่อมโยงกันในช่วงเวลาและจังหวะที่เหมาะสม นั้นทำให้คุณรับรู้ความคิดและการกระทำของคุณในอีกมิติ

m5zn_9319645c9643fc1

คอมพิวเตอร์เบื้องต้น

เทคนิคที่ควรรู้คู่ภาษา PHP

PHP ภาษาที่สำคัญอันหนึ่งของการเขียน coding เพื่อพัฒนาเว็ปไซต์ หากเราได้เรียนรู้แล้วล่ะก็จะเห็นได้ว่าง่ายนิดเดียว แต่ว่าก็ทำความเข้าใจหลักพื้นฐานที่สำคัญหลายๆอย่าง รวมไปถึงทริคเล็กๆน้อยๆด้วย ซึ่งจะช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น และประหยัดเวลาไปได้มากโข

PHP เป็นหนึ่งในภาษาสคริปต์สำหรับพัฒนาเว็ป ที่มีผู้ใช้งานรู้จักมักคุ้น และใช้กันแพร่หลายทั่วโลกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยนั้น ภาษา PHP นับได้ว่าเป็นภาษาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี เนื่องมาจากเหตุผลสำคัญข้อใหญ่เลยก็คือไม่มีกฎไม่มีเกณฑ์ หรือโครงร่างโครงสร้างทางภาษาที่สลับซับซ้อนมากนัก ทำให้ผู้ที่เป็นนักพัฒนามือใหม่มือเก่าสามารถเริ่มต้นเรียนรู้ได้ในระยะเวลไม่นาน สามารถเริ่มเข้าใจทำเว็ปได้ในเวลาอันรวดเร็ว และส่วนสำคัญต่อไปในการทำเว็ปลืมไม่ได้เลยก็คือ MySQL หรือฐานข้อมูลที่เรียกกันติดปากว่า DATABASE ซึ่งเราจะทำความรู้จักมันมากยิ่งขึ้นไปอีก โดย PHP และ MySQL นั้น ต้องทำงานร่วมกันอย่างขาดเสียไม่ได้ หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปนั้นเว็ปไซต์ก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ภาษาของ PHP นั้นละม้ายคล้ายภาษา C ฉะนั้นแนวทางการเขียนสคริปต์ก็จะใกล้เคียงกันมาก ซึ่งจุดสำคัญเลยก็คือ ไม่ว่าจะเริ่มต้นในการเขียนอย่างไร แต่จุดสิ้นสุดในแต่ละคำสั่งต้องเป็นสัญลักษณ์ ; เสมอๆ ห้ามลืมเด็ดขาด

และการแสดงผลลัพธ์ของโค้ดที่เราเขียนไว้นั้นสามารถใช้ได้สองแบบก็คือ คำสั่ง echo เป็นคำสั่งที่นิยมใช้กันมากถึงมากที่สุด ส่วนอีกคำสั่งคือ print ซึ่งคำสั่ง print ที่ไม่ค่อยนิยมเพราะจะทำงานช้ากว่าคำสั่ง echo เพราะมีการตรวจสอบข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วยนั่นเอง

หากเรามีการต่อสูตรหลายชุดที่เรียกกันว่า ต่อ sting ในภาษา php นั้น เราต้องเชื่อ string ด้วยสัญลักษณ์ ” . ” จุด อย่างเช่น

<?php echo “Power of “.$value.” is “.$result; ?> แบบนี้เป็นต้น ผลลัพธ์ที่จะปรากฎที่หน้าเว็ปของท่านคือ Power of (ค่าตัวแปร value) is (ค่าตัวแปร result) นั่นเอง

การขึ้นบรรทัดใหม่ หากเป็นภาษา HTML โดยทั่วไปแล้วนั้น ใช้เพียงชุดคำสั่ง <br> ก็จบ แต่ว่าใน PHP ไม่ใช่แบบนั้น แต่ว่าเรายังสามารถเอามาใช้ร่วมกันได้ดังงนี้ <?php echo”<br>bla bla bla.”; ?>

m5zn_9319645c9643fc1

สื่อต่างๆที่เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์

ความรู้ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ แบ็คอัพคืนข้อมูล

ซึ่งการ์ดหน้าจอ หรือวีดีโอการ์ด (VIDEO CARD)เนื่องจากจะมีหน้าที่คอยปล่อยการแปลงระดับของไฟฟ้าเพราะคอมพิวเตอร์นั้นจะนำไปแสดงผลสำหรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือไม่ว่าจะเป็นการเรียกคืนข้อมูลที่อยู่ด้านในของรูปภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง อีกทั้งรวมไปถึงตัวหนังสือ เป็นต้น เนื่องจากการ์ดจอนั้นยังแบ่งออกมาเป็นได้เป็น 2 ประเภท 

–      การ์ดจอ On Board ซึ่งเป็นชิบของจีพียู (GPU) จะถูกติดตั้งกับ Build-in

แล้วมากับตัวเมนบอร์ดแล้วก็ซีพียูเลย อีกทั้งการ์ดหน้าจอประเภทนี้ซึ่งจะเน้นในการสำหรับใช้งานต่างๆ เช่น  Internet, 2D, Microsoft office รวมไปถึงเกมส์ และโปรแกรมบางส่วนที่ไม่มีความต้องการละเอียดอะไรมาก 

แล้วในประสิทธิภาพของการทำงานนั้น และการ์ดหน้าจอแบบนี้แต่อย่างไรก็ตามจะอยู่กับคุณภาพของชิบจีพียู (GPU)ด้วย

 ซึ่งถูกนำมาติดตั้งกับเมนบอร์ด แล้วกับซีพียูด้วย เนื่องจากเป็นข้อจำกัดหลักๆ อย่างการ์ดหน้าจอชนิดนี้อีกด้วยหรือไม่ทำการถอดออกมาเพื่ออัพเกรดได้

ซึ่งมันจะมีอินเทอร์เฟซกับพอร์ตซึ่งเชื่อมต่อกันยังหน้าจอมอนิเตอร์ (Monitor) แบบ VGA, DVI และ HDMI

 ซึ่งการ์ดหน้าจอนั้นแบ่งแยกเป็นการ์ดหน้าจอที่แบ่งมาจากเมนบอร์ด ซึ่งการ์ดหน้าจออย่างนี้มันจะมีชิบจีพียู (GPU) รวมอยู่ด้วยและยังมีหน่วยความจำเป็นของตัวเองและโดยส่วนมากชิบนั้นมันเป็นพวกตระกูล NVdia หรือ ATIและการ์ดหน้าจอนั้นจะแยกอย่างมีประสิทธิภาพของการประมวลผลทางด้าน 3D ซึ่งโปรแกรมนั้นอยากได้ความละเอียดที่สูงสุด อย่างเช่น Games, Solid Work หรือ AutoCad ซึ่งในสมัยนั้นการ์ดหน้าจอจะถูกแบ่งแยกและมีอินเทอร์เฟซ และ สล็อต (Slot) ที่จะเชื่อมต่อกับเมนบอร์ดอย่าง PCI Express (PCIe x 16 : 16 LANES = 16 bit perCycle นั้น 16 เส้นทางหรืออาจจะเป็นช่องทางในการรับ-ส่งด้านข้อมูล และยังอาจจะประกอบด้วยเส้นทางของข้อมูล 8 เส้นทางด้วยกัน ทั้งเส้นทางรับข้อมูล 8 เส้นทาง)นั้นก็จะมีพอร์ตเชื่อมต่อไปหายังด้านของ จอมอนิเตอร์แบบ VGA, DVI หรือ HDMI

เนื่องจากในส่วนของการ์ดหน้าจอซึ่งแบ่งบนของเครื่องโน้ตบุ๊คนั้น

ซึ่งมันจะมีการเชื่อมต่อแบบ PCle 2.0 x16, PCle 3.0×8, PCle 3.0 x16, MXM-A (3.0) และ MXM-B (3.0)ด้านเพาเวอร์ของ ซัพพลาย (Power Supply) ซึ่งเป็นศูนย์ของการจ่ายไฟฟ้าไปหาฮาร์ดแวร์ให้บนเครื่องซีพี หรือจะเป็นเมนบอร์ด ฮาร์ดดิสก์ และ ซีพียูอื่นๆด้วยกัน

และอย่าง เอาท์พุทท์ ที่รับมาจากเพาเวอร์ซัพพลายนั้นซึ่งมันเป็นไฟ DCหรือไฟฟ้ากระแสโดยตรง หรือแรงดันไฟฟ้าที่จ่ายไปถึงอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งประกอบด้วย +3.3V, +5 V, +12 V และในส่วนกระแสไฟฟ้านั้นมันมีค่าตั้งแต่ 30 A, 28 A, 18 A, 1.0 A, 2.0 A ซึ่งมันเป็นกำลังไฟฟ้าตั้งแต่ 250 W, 550 W, 650 W, 750 W ขึ้นไป และในการเลือกเพาเวอร์ซัพพลายนั้นควรเลือกที่มันจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ได้เพียงพอกับความต้องการและจำนวน ฮาร์ดแวร์ด้วยกัน