m5zn_9319645c9643fc1

คอมพิวเตอร์เบื้องต้น

เทคนิคที่ควรรู้คู่ภาษา PHP

PHP ภาษาที่สำคัญอันหนึ่งของการเขียน coding เพื่อพัฒนาเว็ปไซต์ หากเราได้เรียนรู้แล้วล่ะก็จะเห็นได้ว่าง่ายนิดเดียว แต่ว่าก็ทำความเข้าใจหลักพื้นฐานที่สำคัญหลายๆอย่าง รวมไปถึงทริคเล็กๆน้อยๆด้วย ซึ่งจะช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น และประหยัดเวลาไปได้มากโข

PHP เป็นหนึ่งในภาษาสคริปต์สำหรับพัฒนาเว็ป ที่มีผู้ใช้งานรู้จักมักคุ้น และใช้กันแพร่หลายทั่วโลกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยนั้น ภาษา PHP นับได้ว่าเป็นภาษาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี เนื่องมาจากเหตุผลสำคัญข้อใหญ่เลยก็คือไม่มีกฎไม่มีเกณฑ์ หรือโครงร่างโครงสร้างทางภาษาที่สลับซับซ้อนมากนัก ทำให้ผู้ที่เป็นนักพัฒนามือใหม่มือเก่าสามารถเริ่มต้นเรียนรู้ได้ในระยะเวลไม่นาน สามารถเริ่มเข้าใจทำเว็ปได้ในเวลาอันรวดเร็ว และส่วนสำคัญต่อไปในการทำเว็ปลืมไม่ได้เลยก็คือ MySQL หรือฐานข้อมูลที่เรียกกันติดปากว่า DATABASE ซึ่งเราจะทำความรู้จักมันมากยิ่งขึ้นไปอีก โดย PHP และ MySQL นั้น ต้องทำงานร่วมกันอย่างขาดเสียไม่ได้ หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปนั้นเว็ปไซต์ก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ภาษาของ PHP นั้นละม้ายคล้ายภาษา C ฉะนั้นแนวทางการเขียนสคริปต์ก็จะใกล้เคียงกันมาก ซึ่งจุดสำคัญเลยก็คือ ไม่ว่าจะเริ่มต้นในการเขียนอย่างไร แต่จุดสิ้นสุดในแต่ละคำสั่งต้องเป็นสัญลักษณ์ ; เสมอๆ ห้ามลืมเด็ดขาด

และการแสดงผลลัพธ์ของโค้ดที่เราเขียนไว้นั้นสามารถใช้ได้สองแบบก็คือ คำสั่ง echo เป็นคำสั่งที่นิยมใช้กันมากถึงมากที่สุด ส่วนอีกคำสั่งคือ print ซึ่งคำสั่ง print ที่ไม่ค่อยนิยมเพราะจะทำงานช้ากว่าคำสั่ง echo เพราะมีการตรวจสอบข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วยนั่นเอง

หากเรามีการต่อสูตรหลายชุดที่เรียกกันว่า ต่อ sting ในภาษา php นั้น เราต้องเชื่อ string ด้วยสัญลักษณ์ ” . ” จุด อย่างเช่น

<?php echo “Power of “.$value.” is “.$result; ?> แบบนี้เป็นต้น ผลลัพธ์ที่จะปรากฎที่หน้าเว็ปของท่านคือ Power of (ค่าตัวแปร value) is (ค่าตัวแปร result) นั่นเอง

การขึ้นบรรทัดใหม่ หากเป็นภาษา HTML โดยทั่วไปแล้วนั้น ใช้เพียงชุดคำสั่ง <br> ก็จบ แต่ว่าใน PHP ไม่ใช่แบบนั้น แต่ว่าเรายังสามารถเอามาใช้ร่วมกันได้ดังงนี้ <?php echo”<br>bla bla bla.”; ?>

m5zn_9319645c9643fc1

สื่อต่างๆที่เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์

ความรู้ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ แบ็คอัพคืนข้อมูล

ซึ่งการ์ดหน้าจอ หรือวีดีโอการ์ด (VIDEO CARD)เนื่องจากจะมีหน้าที่คอยปล่อยการแปลงระดับของไฟฟ้าเพราะคอมพิวเตอร์นั้นจะนำไปแสดงผลสำหรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือไม่ว่าจะเป็นการเรียกคืนข้อมูลที่อยู่ด้านในของรูปภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง อีกทั้งรวมไปถึงตัวหนังสือ เป็นต้น เนื่องจากการ์ดจอนั้นยังแบ่งออกมาเป็นได้เป็น 2 ประเภท 

–      การ์ดจอ On Board ซึ่งเป็นชิบของจีพียู (GPU) จะถูกติดตั้งกับ Build-in

แล้วมากับตัวเมนบอร์ดแล้วก็ซีพียูเลย อีกทั้งการ์ดหน้าจอประเภทนี้ซึ่งจะเน้นในการสำหรับใช้งานต่างๆ เช่น  Internet, 2D, Microsoft office รวมไปถึงเกมส์ และโปรแกรมบางส่วนที่ไม่มีความต้องการละเอียดอะไรมาก 

แล้วในประสิทธิภาพของการทำงานนั้น และการ์ดหน้าจอแบบนี้แต่อย่างไรก็ตามจะอยู่กับคุณภาพของชิบจีพียู (GPU)ด้วย

 ซึ่งถูกนำมาติดตั้งกับเมนบอร์ด แล้วกับซีพียูด้วย เนื่องจากเป็นข้อจำกัดหลักๆ อย่างการ์ดหน้าจอชนิดนี้อีกด้วยหรือไม่ทำการถอดออกมาเพื่ออัพเกรดได้

ซึ่งมันจะมีอินเทอร์เฟซกับพอร์ตซึ่งเชื่อมต่อกันยังหน้าจอมอนิเตอร์ (Monitor) แบบ VGA, DVI และ HDMI

 ซึ่งการ์ดหน้าจอนั้นแบ่งแยกเป็นการ์ดหน้าจอที่แบ่งมาจากเมนบอร์ด ซึ่งการ์ดหน้าจออย่างนี้มันจะมีชิบจีพียู (GPU) รวมอยู่ด้วยและยังมีหน่วยความจำเป็นของตัวเองและโดยส่วนมากชิบนั้นมันเป็นพวกตระกูล NVdia หรือ ATIและการ์ดหน้าจอนั้นจะแยกอย่างมีประสิทธิภาพของการประมวลผลทางด้าน 3D ซึ่งโปรแกรมนั้นอยากได้ความละเอียดที่สูงสุด อย่างเช่น Games, Solid Work หรือ AutoCad ซึ่งในสมัยนั้นการ์ดหน้าจอจะถูกแบ่งแยกและมีอินเทอร์เฟซ และ สล็อต (Slot) ที่จะเชื่อมต่อกับเมนบอร์ดอย่าง PCI Express (PCIe x 16 : 16 LANES = 16 bit perCycle นั้น 16 เส้นทางหรืออาจจะเป็นช่องทางในการรับ-ส่งด้านข้อมูล และยังอาจจะประกอบด้วยเส้นทางของข้อมูล 8 เส้นทางด้วยกัน ทั้งเส้นทางรับข้อมูล 8 เส้นทาง)นั้นก็จะมีพอร์ตเชื่อมต่อไปหายังด้านของ จอมอนิเตอร์แบบ VGA, DVI หรือ HDMI

เนื่องจากในส่วนของการ์ดหน้าจอซึ่งแบ่งบนของเครื่องโน้ตบุ๊คนั้น

ซึ่งมันจะมีการเชื่อมต่อแบบ PCle 2.0 x16, PCle 3.0×8, PCle 3.0 x16, MXM-A (3.0) และ MXM-B (3.0)ด้านเพาเวอร์ของ ซัพพลาย (Power Supply) ซึ่งเป็นศูนย์ของการจ่ายไฟฟ้าไปหาฮาร์ดแวร์ให้บนเครื่องซีพี หรือจะเป็นเมนบอร์ด ฮาร์ดดิสก์ และ ซีพียูอื่นๆด้วยกัน

และอย่าง เอาท์พุทท์ ที่รับมาจากเพาเวอร์ซัพพลายนั้นซึ่งมันเป็นไฟ DCหรือไฟฟ้ากระแสโดยตรง หรือแรงดันไฟฟ้าที่จ่ายไปถึงอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งประกอบด้วย +3.3V, +5 V, +12 V และในส่วนกระแสไฟฟ้านั้นมันมีค่าตั้งแต่ 30 A, 28 A, 18 A, 1.0 A, 2.0 A ซึ่งมันเป็นกำลังไฟฟ้าตั้งแต่ 250 W, 550 W, 650 W, 750 W ขึ้นไป และในการเลือกเพาเวอร์ซัพพลายนั้นควรเลือกที่มันจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ได้เพียงพอกับความต้องการและจำนวน ฮาร์ดแวร์ด้วยกัน