m5zn_9319645c9643fc1

ฝนตก หิมะ ลูกเห็บ บนดาวพฤหัส

เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับดาราศาสตร์และการสำรวจอวกาศนั้น  เพื่อที่จะค้นพบดวงดาวต่างๆ ที่อยู่ในจักรวารที่กว้างใหญ่แห่งนี้นั้น นอกจากการที่ได้ค้นพบดวงดาวแล้ว การที่ได้ค้นพบปรากฏการณ์ต่างๆ    ที่เกิดขึ้นบนดวงดาวต่างๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจของนักวิทยาศาสตร์ไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับการที่ได้ค้นพบดวงดาวต่างๆ ในจักรวารนั้นว่าเป็นเรื่องที่โชคดีแล้ว แต่จะโชคดียิ่งกว่าถ้าหากเราได้พบกับปราฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับโลกของเรา เพราะจะได้เป็นการศึกษาต่อยอดได้อีกในหลายๆ เรื่อง 

จักรวารที่กว้างใหญ่มีดวงดาวต่างๆ ซ้อนเอาไว้มากมาย ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ของเราจะก้าวหน้าไปไกลมากแล้ว และยังทำให้เราได้ค้นพบกับสิ่งต่างๆ อีกมากมายด้วย แต่มันก็ยังไม่สามารถที่จะสำรวจจักรวารทั้งหมดได้อยู่ดี บนโลกของเรามีปรากฏการณ์เกิดขึ้นมากมาย และบางคนก็อาจจะคิดว่า และดาวดวงอื่นในระบบสุริยะของเราละ 

มีดาวดวงไหนที่มีปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้นมาบ้างหรือไม่ แน่นอนว่ามี อย่างเรื่องราวที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ ฝนตก หิมะ ลูกเห็บ บนดาวพฤหัสบดี ความซับซ้อนบนดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่มีชื่อว่า ดาวพฤหัสบดีนี้ มันกำลังจะได้มีการถูกเปิดเผยออกมาทีละขั้น    

การส่งข้อมูลใหม่สำหรับยานสำรวจจูโน่  พบว่า อำนาจแรงโน้มถ่วงภายในดาวพฤหัสบดี ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันตามที่เราได้เคยมีความเข้าใจ สนามแม่เหล็กของมันมีลักษณะที่เป็นกลุ่มก้อน กระจายตัวอยู่ทั่วๆ ไปเป็นย่อมๆ ตามพื้นผิวของมัน นอกจากนี้มันยังมีความแปรปรวนเป็นอย่างมาก สนามแม่เหล็กขั่วเหนือขั่วใต้ก็ยังไม่เหมือนกันอีกด้วย จุดแดงยักษ์บนดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า มันเป็นบิเวณที่มีความอุดมสมบรูณ์ของแอมโมเนีย และสนามแม่เหล็กสูง มีแนวโน้มที่ว่าเป็นน้ำแอมโมเนียเป็นตัวกลางนำพาความร้อนสู่ชั้นเมฆ

การที่เมฆแอมโมเนียมีความเย็นจัดมาก  มีส่วนผสมของน้ำซึ่งอาจทำให้เกิดฝนตกมีลูกเห็บ หรือหิมะตกลงไปในชั้นเมฆหนที่ระดับ 1,000 กิโลเมตร ซึ่งในขณะนี้ยานสำรวจจูโน่  กำลังปฏิบัติภาระกิจสำรวจโดยโคจรวนรอบดาวพฤหัสบดี ในทุกๆ 53 วัน 

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนดาวพฤหัสบดี ยังมีอีกตามให้พวกเราได้ศึกษาและติดตามกัน แน่นอนว่ามันจะต้องเป็นเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาแน่  ถึงมันจะเป็นดาวเคราะห์ ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับมันดีพอ หากทราบเบื้องต้น องค์การอวกาศของโลก มีความสนใจเพียงดาวอังคาร โดยอ้างอิง นิยายทางวิทยาศาสตร์ว่า น่าจะมีบรยากาศ คล้ายกับโลกมากสุด และหวังจะส่งมนุษย์ขึ้นไปอยู่ จึงขาดการสนใจ ดาวพฤหัสบดี เช่นนี้

 

ขอบคุณ    จีคลับ สล็อต มือถือ   ที่ให้การสนับสนุน

m5zn_9319645c9643fc1

น้ำแข็งสุพีริออนิค

หน้าร้อนนั้นเป็นอะไรที่หลายๆ คนไม่ชอบเอามากๆ เพราะด้วยความที่ประเทศไทยเป็นประเทศ     ที่ร้อนอยู่แล้วเป็นทุนเดิม  เมื่อมาถึงหน้าร้อนจากอากาศที่ร้อนอยู่แล้วกลับร้อนขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว           เมื่ออากาศที่ร้อนแบบนี้แล้วหลายๆ คนก็คิดที่จะหาวิธีการคลายร้อนด้วยวิธีต่างๆ อย่างเช่นไปเที่ยวพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ อย่างเช่นทะเล น้ำตก หรือแม้แต่สวนน้ำเองก็เป็นอีกสถานที่ที่น่าสนใจไม่น้อย แต่บางคนก็ไม่อยากออกไปไหนเลย อยากอยู่แต่ในห้องแอร์เย็นๆ ที่บ้าน และอีกสิ่งหนึ่งที่คนมักจะทำเลยก็คือหาอะไรเย็นๆ หวานๆ เพื่อดับร้อนได้ดีนั้นก็คือน้ำแข็งนั้นเอง

นักวิทยาศาสตร์นั้นมีความเชื่อที่ว่า น้ำแข็งนั้นสามารถที่จะเกิดขึ้นเองได้ในภาวะที่มีอุณหภูมิ เช่นเดียวกับผิวหน้าของดวงอาทิตย์ ที่มีอุณหภูมิอยู่ที่ราวๆ 5,000 องศาเซลเซียสได้ โดยที่อาศัยความดัน        ที่เหมาะสม  ซึ่งน้ำแข็งดังกล่าวนี้ก็มีชื่อเรียกว่า  น้ำแข็งสุพีริออนิค น้ำแข็งสุพีริออนิคนี้เป็นโครงสร้างพิเศษของน้ำแข็งที่สามารถเกิดขึ้นได้ ในสภาวะที่มีอุณหภูมิอย่างน้อยๆ เลยอยู่ที่ 4,700 องศาเซลเซียส

และมีความดันที่มากกว่าความดันของโลกของเรา อยู่ที่ประมาณ 1,000,000 เท่า โดยการทำให้เกิดน้ำแข็งสุพีริออนิคขึ้นมานั้น จะเกิดขึ้นเมื่อน้ำได้รับอุณหภูมิ และความดันที่สูงมากๆ อะตอมของออกซิเจนจะเรียงตัวกันขึ้นมาเป็นโครงสร้างผลึก โดยที่มีไอออนของอะตอมไฮโดรเจน  น้ำแข็งสุพีริออนิคนั้นจะมีสถานะเดียวกันถึงสองสถานะในเวลาเดียวกัน นั้นก็คือส่วนที่เป็นของแข็งและของเหลว  โดยที่น้ำแข็งเหลวนี้สามารถพบได้ในใจกลางของดาวเคราะห์อย่างเช่น ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน นักวิทยาศาสตร์ในแคลิฟอร์เนีย

จากห้องปฏิบัติการ Lawrence Livermore และจากมหาวิทยาลัย Rochester ในนิวยอร์ก ได้ทำการทดลองแปลงสภาพน้ำให้กลายเป็นน้ำแข็งสุพีริออนิค โดยการใช้แสงเลเซอร์เป็นตัวที่ให้ความร้อนกับน้ำ จนมีอุณหภูมิสูงถึง 4,700 องศาเซลเซียส ภายใต้ความดัน 2,000,000 เท่า ของความดันบรรยากาศโลก และพวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการสร้างน้ำแข็ง  สุพีริออนิคขึ้นมา หลังจากที่มันถูกกล่าวถึงครั้งแรง ในปี 1988 ว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้สภาวะที่เหมาะสมอย่างเช่นบริเวณแกนกลางของดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน

อย่างไรก็ตาม น้ำแข็งที่ว่านี้ไม่สามารถกินได้ เหมือนกับน้ำแข็งที่เราเห็นทั่วๆ ไป และหลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า ถ้ามันกินไม่ได้แล้วจะพูดถึงมันทำไมเสียเวลาเปล่าๆ  ที่เรานำมาพูดถึงก็เพื่อให้เป็นความรู้ต่อผู้ที่สนใจ และศึกษาในด้านนี้ จะได้ไม่คิดว่า น้ำแข็งต้องมีอุณหภูมื ติดลบ เท่านั่น แต่มันสามารถสร้างขึ้นมาได้ในอุณหภูมิสูงระดับ 4,000 องศาเซลเซียส

 

สนับสนุนโดย   จีคลับ คาสิโน

m5zn_9319645c9643fc1

น้ำแข็งร้อน

เมื่อถึงเวลาหน้าร้อนคุณมักจะนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก ที่คุณจะนึกถึง แน่นอนว่าบางคนคำนึงถึงการเล่นน้ำ เพราะถ้าอากาศร้อนๆ ถ้าได้เล่นน้ำคงจะเป็นอะไรที่ดีไม่น้อย โดยเฉพาะถ้าได้เล่นกับเพื่อนหลายๆ คนคงเป็นอะไรที่สนุกมากๆ และได้เป็นการเก็บช่วงเวลาดีๆ รวมกันอีกด้วย แต่บางคนก็จะนึก      ถึงของกินก่อนเป็นอย่างแรก โดยเฉพาะอะไรหวานๆ และถ้าเพิ่มความเย็นด้วยน้ำแข็ง ยิ่งเป็นอะไรที่ดีเอามากๆ เลยทีเดียว เมื่อพูดถึงน้ำแข็งแน่นอนว่า  ทุกคนต้องนึกถึงน้ำเพราะน้ำนั้นสามารถทำให้เปลี่ยนสถานะของมันได้

เมื่อพูดถึงน้ำ หลายๆ คนคงจะนึกว่าน้ำนั้นมีอยู่สามสถานะด้วยกัน  แต่เปล่าเลยมันอาจจะมีหลายสถานนะมากกว่าที่คุณคิดก็ได้ อย่างในเรื่องที่เรากำลังจะพูดต่อไปนี้นั้นก็คือ น้ำที่เป็นน้ำแข็งร้อน หรือ       Ice VII เป็นเรื่องจริงที่ว่าน้ำแข็งนั้นมีความเย็นแต่ไม่ใช่กับน้ำแข็งร้อน  ซึ่งมันก็ร้อนจริงๆ หรือที่วิทยาศาสตร์เรียกน้ำแข็งปกติที่เราจะเห็นได้ทั่วไปในโลกของเราว่า Ice Ih

โดยที่ตัวไอตัวใหญ่นั้นก็คือ      เลข 1 โรมัน และ h ที่ต่อท้ายมันหมายถึง Hexagon หรือรูปหกเหลี่ยม ซึ่งน้ำแข็งธรรมดาหรือว่าน้ำแช่แข็งนั้นอะตอมของออกซิเจนจะเรียงตัวกันเป็นรูปหกเหลี่ยม ในขณะที่น้ำแข็งร้อนนั้นอะตอมของออกซิเจนเรียงตัวเป็นรูปทรงลูกบากศ์ Ice Ih จะสามารถกลายเป็น Ice II ได้ เมื่อมันมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น และIce II ก็จะกลายเป็น Ice III

เมื่อยังมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น และมันจะเปลี่ยสถานะไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไปถึง Ice VII หรือกระทั้งจนผ่าน Ice VII ไป ส่วนสาเหตุที่ Ice VII นั้นร้อนเป็นเพราะว่า Ice VII จะเกิดขึ้นได้ที่อุณหภูมิและความดันที่สูงเท่านั้น ซึ่งบนโลกของเรามันอาจจะมีอยู่จริงในระดับความลึกในชั้น Mantle ชั้นที่ถัดจากเปลือกโลกลงไป ที่มีความหนาประมาณ 3,000 กิโลเมตร

เท่านั้นโดยที่จะต้องมีความดันสูงมากพอที่จะบีบอัดน้ำให้เป็นน้ำแข็ง  ถ้าว่าในปัจจุบันวิทยาศาสตร์สามารถที่จะสร้าง Ice VII ในห้องปฏิบัติการได้ ทั้งพวกเขายังพบ Ice VII ผลึกอยู่ภายในเพชร ที่ก่อตัวลึกลงไปในเนื้อโลก ซึ่ง Ice VII ดังกลาวนั้นมันถูกสร้างขึ้นจากหยดน้ำที่ถูกขังอยู่ในเพชรในเวลาที่มันก่อตัวในชั้น  Mantle ของโลกใบนี้

  อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่เกี่ยวรูปแบบหรือสถานะต่างๆ ของน้ำยังมีให้เราได้เรียนรู้อีกมาเพราะมันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวก ถึงแม้ว่าบางคน     จะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวของเรามาก  เพราะมันเกี่ยวกับน้ำแต่เปล่าเลย มันมีอะไรที่ซับซ้อนมากกว่าที่เราคิดอีกมาก เราอยากมองว่ามันเป็นเรื่องที่ง่ายเพียงเพราะมันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวของเรา

 

สนับสนุนโดย   ทางเข้า gclub มือถือ

m5zn_9319645c9643fc1

เหตุการณ์หินบะซอลต์ท่วม

โลกนั้นเป็นดาวเคราะห์ที่มนุษย์อย่างเราๆ นั้น  อาศัยอยู่ แน่นอนว่าบนโลกใบนี้ มนุษย์ไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งเดียวที่อาศัยอยู่บนโลก  เพราะมันยังมีสิ่งมีชีวิตอีกต่างๆ มากมายอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน โลกของเรานั้นมีมาเมื่อนานมากแล้ว และเพราะเหตุนี้หลายๆ คนอาจจะเคยเกิดความสงสัยว่าในเมื่อโลกของเรา

ถือกำเนิดขึ้นมา  เมื่อนานมันจะมีวันที่โลกของเราจะหายไปหรือไม่ ถ้าให้พูดง่ายๆ ก็คือมันจะมีวันสิ้นโลกไหม แน่นอนว่ามี  แต่มันอาจจะไม่ใช่ในรูปแบบของการที่โลกของเราแตกออกเป็นเสี่ยงๆ อย่างแน่นอน     แต่มันจะเกิดในรูปแบบอื่นต่างหาก

หินเป็นอะไรที่เราก็เคยคุ้นหน้าคุ้นตากันมาบ้าง เพราะเราสามารถที่จะพบเห็นได้ทั่วไป สำหรับในช่วงสุดท้ายของยุค Triassic ครึ่งหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกได้สูญพันธ์หายไป และได้ปล่อยให้โลกของเรากำเนิดยุคไดโนเสาร์ถัดมา นั้นคือยุค Jurassic นั้นเอง หนึ่งในสมมติฐานของดารสูญพันธ์         ครั้งใหญ่  ก็คือการประทุของภูเขาไฟขนาดยักษ์ จนสามารถที่จะครอบคุมพื้นที่ขนาดเท่ากับประเทศสหรัฐอเมริกาได้ ด้วยลาวาที่มีความหนา 91 เมตร โดยที่การประทุในครั้งนี้นั้นเป็นที่รู้จักในฐานะเหตุการณ์การหินบะซอลต์   ซึ่งเป็นหินอัคนีพุ เกิดจากการเย็นตัวของลาวาอย่างรวดเร็ว บนพื้นผิวโลก 

ซึ่งมันทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก  การเพิ่มขึ้นของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และการทำให้เกิดความเป็นกรดในมหาสมุทร  นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า เหตุการณ์การสูญพันธ์ครั้งใหญ่             เกิดทั้งหมดในประวัติศาสาตร์ของโลก  นั้นเชื่อมโยงกับการมีอยู่ของหินบะซอลต์ ที่ท่วมสูงและหนามาก  

ซึ่งมันคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนดาวเคราะห์น้อย โดยที่ผลกระทบแรกที่จะเกิดขึ้นจากการเกิดหินบะซอลต์ท่วมนั้นก็คือ น้ำพุที่เกิดจากการประทุ  มันจะพ่นซัลเฟอร์ไดออกไซด์เข้าสู่สตาร์โทสเฟียร์ ซึ่งเป็นชั้นบรรยากาศของโลกชั้นที่สอง และมันจะสะท้อนแสงอาทิตย์ออกจากโลก ตามด้วยการเกิดฝนกรด จากนั้นสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกจะเกิดภาวะโรคทางเดินหายใจ 

และตายไปในที่สุด และเมื่อเวลาผ่านไปโลกของเราก็จะอุ่นขึ้นเนื่องจากว่าคาร์บอนไดออกไซด์  และไอน้ำที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศจนเข้าเกิดการถือกำเนิดสิ่งมีชีวิตในยุคต่อไป 

อย่างไรก็ตาม ในการสูญพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในแต่ละยุคนั้น  จากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในอดีต     มันทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าเกิดขึ้นมา  แต่แล้วสุดท้ายไม่มีอะไรที่จะสามารถมีชีวิตยืดยาวได้เมื่อ      ถึงเวลาทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเวลาของมัน แน่แท้ตามกลไกลของโลกมนุษย์ที่ว่ากันไว้   

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   เว็บคาสิโนเปิดใหม่

m5zn_9319645c9643fc1

ดาวหางโบติน

ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์แคระ อุกาบาต หรือแม้แต่ดาวหางเองก็เป็นวัตถุ ที่อยู่ในห้วงของอวกาศกันทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา นั้นก็รวมถึงดลกของเราด้วยเพราะโลกก็เป็นดาวเคราะหืดวงหนึ่งในระบบสุริยะเช่นเดียวกัน ลักษณะของวัตถุที่อยู่ในอวกาศแต่และอย่างนั้นมีลักษณะ    ที่แตกต่างกันไป

ถึงแม้ว่าบางอย่างจะมีชื่อเรียกการแบ่งกลุ่ม ที่เหมือนกัน แต่ก็ใช่ว่าลักษณะต่างๆ ของมันจะเหมือนกันไปเสียทุกอย่าง ยกตัวอย่างเช่น โลกที่เป็นดาวเคราะห์ กับดาวเสาร์ที่เป็นดาวเคราะห์ เช่นเดียวกัน โลกของเรามีดวงจันทร์บริวารเพียงดวงเดียวเท่านั้น แต่ดาวเสาร์กลับมีมากกว่านั้น และนี้เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างที่เรายกกันมาเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพเท่านั้น

และในวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของดาวหาง ที่มีชื่อว่าโบติน มันถูกค้นพบคม ครั้งแรกโดย Leo Boethin เมื่อวันที่ 4 มกราคม ปี 1975  ซึ่งนักดาราศาตร์ในเวลาต่อมาได้ทำการคำนวณวงโคจรรอบของมัน และจะกลับมาในอีก 11 ปี และการในการคำนวณของพวกเขาในครั้งนั้นก็ถุกต้องเมื่อดาวหางโบตินได้มีการปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ในอีก 11 ปีต่อมานั้นก็คือในเดือน มกราคม ไปจนถึงวันที่ 1 ตุลาคม ปี 1986

มีการคาดการณ์ว่าดาวหางโบตินดวงนี้  นั้นจะกลับมาอีกครั้งในเดือน เมษายน ปี 1997 แต่มันก็ไม่เคยที่จะกลับมาเลย ซึ่งนักดาราศาสตร์ได้มีการลงความคิดเห็นว่ามันได้หายไปแล้วจริงๆ เมื่อมันไม่ได้กลับมาในเดือนธันวาคม ในปี 2008 แต่องค์การนาซ่ามีความมั้นใจว่าดาวหางโบตินดวงนี้ กำลังเดินทางมาถึงจุด จุดหนึ่ง    ในอวกาศของเรา

ซึ่งพวกเขาก็ได้มีการวางแผน ที่จะส่งยานอวกาศ Deep Impact เข้าไปดักในเส้นทางการโคจรของมัน ซึ่งทางนาซ่าได้มีการเปิดตัวยานอวกาศดังกล่าวนี้ ในปี 2005 และปล่อยให้มันได้โคจรรอบ   ดวงอาทิตย์เพื่อรอคอยการมาถึงของดาวหางโบติน อย่างไรก็ตาม มันไม่เคยปรากฏให้ได้เห็น และได้มีการตั้งสมมติฐานว่า มันอาจจะแตกสลายไปแล้วก้เป็นไปได้ ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโบติน

จะปรากฏให้เราได้เห้นหรือไม่นั้นก้ไม่มีผลกระทบอะไรต่อโลกของเราานั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะถ้าหากว่ามันได้ปรากฏขึ้นมาให้เราได้เห็นแล้ว และมีเหตุร้ายเกิดขึ้นตามมานั้นคงไม่ดีอย่างแน่นอน แต่มันก็จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นหรอก และสุดท้ายนี้เรื่องราวของดาวหางต่างๆ ยังมีให้คุณได้ไปศึกษาอีกมาก ไม่ใช่เพียงแค่โบติน ยังมีอีกมากมายเท่าที่คุณต้องการ

 

สนับสนุนโดย     www.ufabet.com ลิ้งเข้าเว็บไซต์คะ

m5zn_9319645c9643fc1

ดาวหางบีลา

ท้องฟ้าและดาราจักรนั้นมีเรื่องราวที่เก็บซ้อนเอาไว้มากมาย  บางเรื่องเราสามารถที่จะใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์สืบหาคาวมเป็นจริงได้ แต่บางเรื่องเราเองก้ไม่สามารถที่จะรับรู้ได้เลยว่ามันคืออะไรกันแน่

แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ แน่นอนว่าทุกคนรู้จักดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์  หรือแม้แต่ดาวเคราะห์แคระ และอีกดาวชนิดหนึ่งที่หลายๆ คนก็ต้องรู้จักอย่างแน่นอนเมื่อพูดถึงชื่อของมันออกไป ดาวที่ว่านั้นก้คือดาวหางนั้น สำหรับดาวหางมันมีอยู่ทั่วไปในระบบสุริยะของเรา แต่ถ้าหากว่าเราจะมาพูดเรื่องของมันธรรมดาก็คงจะไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้นอย่างแน่นอน เราจึงจะมาพูดเกี่ยวเรื่องของดาวหางที่หายไป

สำหรับในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับดาวหางดวงหนึ่ง ที่มีชื่อว่า ดาวหางบีลา ในส่วนของดาวหางดวงนี้นั้นได้การถูกค้นพบโดย Jacques Leibax Montaigne นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศษ เมื่อวันที่   8 มีนาคม ปี 1772 และมันก็ไม่มีการถูกค้นพบอีกครั้งโดย  Jean-Louis Pons นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส    อีกท่านหนึ่ง ในปี 1805 และ Wilhelm von Biela นายทหารและนักดาราศาสตรสมัคเล่น ชาวเยอรมันออสเตรีย ในปี 1826

ดาวหางที่มีชื่อว่าบีลาที่ว่านี้มันได้รับการพิจารณาให้เป็นดาวหางที่มีวงโคจรแบบเดียวกันดาวหางที่ได้มีการถูกบันทึกไว้ก่อนหน้า โดย Montaigne และ Pons จนในกระทั้งต่อมาดาวหางบีลานี้ได้โคจรมาให้เราได้เห็นกันอีกคั้งในปี 1832 ปี 1846 และปี 1852 ก่อนที่ดาวหางดวงนี้จะหายไป แต่ก็ยังไม่ได้ชัดเจนว่ามันจะสลายตัวไปเอง

หรือวัตถุบนท้องฟ้าอื่นๆ ได้มีการเปลี่ยนวงโคจรของมัน แต่อย่างไร     ก็ตาม นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่แล้วมีความเชื่อว่า  มันได้มีการแตกสลายไปเอง และดาวหางที่รู้จักกันในชื่อ 207P NEAT นี้สงสัยว่าเป็นชิ้นส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ของดาวหางบีลา ผู้เขียน Mel Waskin ได้มีการพูดถึงดาวหางบีลาในหนังสือของเขาโดยที่เขาได้มีการอ้างว่าดาวหางบีลา แตกออกไปเป็นดาวหางขนาดเล็ก     สองดวงใน ปี 1845

ซึ่งนักดาราศาสตร์ก็ยังคงได้มีการติดตามชิ้นส่วน  ของมันอีกดวงหนึ่ง ในขณะที่ชิ้นส่วนอีกดวงหนึ่งได้ชนเข้ากับโลกของเรา ในปี 1871 ซึ่งได้ก่อให้เกิดผลกระทบจากไฟไหม้หลายครั้งด้วยกัน อย่างเช่นไฟไหม้ใหญ่ใน ชิคาโก ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคม ปี 1871 นี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นเลยก็ว่าได้เพราะ ดาวหางดวงนี้  ได้มีการถูกค้นพบด้วยกับสามครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งคนที่พบ        ก็ยังเป็นคนละคนกันอีกด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  วิธีเล่นบาคาร่า ufabet

m5zn_9319645c9643fc1

ดาว R136A1

ในจักรวารที่กว้างใหญ่นั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ซ้อนตัว  จากการค้นหาของเราอยู่ ในส่วนของจักรวารนั้นมีดวงดาวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย บางดวงนั้นมีลักษณะที่แปลกเอามากๆ จนเราไม่อยากจะเชื่อว่ามัน    มีอยู่จริงๆ ในห้วงของอวกาศนั้นมันมีความซับซ้อนเกินกว่า  ที่เราเองจะสามารถทำความเข้าใจในบางเรื่องได้ บางสิ่งบางอย่างต้องอาศัยเวลาในการที่เราจะทำความเข้าใจในเรื่องนั้น

แต่ไม่ว่าจะมีเรื่องรวมที่ซับซ้อนมากมายเกิดขึ้นในจักรวารมากแค่ไหนด้วยความที่มนุษย์ของเรานั้น  มีความอยากรู้อยากเห็นมาก จึงได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ขึ้นม  าเพื่องานต่อการศึกษาเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ถ้าหากเรานั้นจะพูดถึงดาวฤกษ์ที่มีความสว่างในระบบสุริยะของเรานั้น  เชื่อได้เลยว่าสิ่งที่แรกที่ทุกคนมักจะนึ่งถึงก็คงจะเป็นดวงอาทิตย์เป็นแน่แท้ เพราะมันอยู่ใกล้โลกของเรามากที่สุด แต่นอกจากดาวฤกษ์ที่มีสีเหลืองที่ว่านี้แล้ว ยังมีดาวฤกษ์อีกดวงหนึ่งนั้นก็คือ ดวง R136A1 นั้นเอง ถึงแม้ว่าดาวฤกษ์ดวงนี้นั้นจะ  มีอายุที่น้อยกว่าดวงอาทิตย์ของเรา แต่มันกลับมีความสว่างกว่าดวงอาทิตย์มากถึง  8.7 ล้านเท่ากันเลยทีเดียว

หรือก็คือเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์สิจะเป็นดาวเล็กๆ สิบล้านดวง ไม่ใช่ว่ามันมีความสว่างที่มากแล้ว แต่นั้นเป็นความคิดที่ผิดเอามากๆ เพราะนอกจากที่แสงสว่างที่มกแล้วตัวมันเองก็ยังมีขนาดที่ใหญ่มากอีกด้วย รวมตัวกันของดาวที่มีมวลสูงหลายดวงมาอยู่ด้วยกัน อยู่ในบริเวณของดาว R136A1 ภายในเมฆแมกเจลแลนใหญ่ดวงฤกษ์ดวงนี้ 

นั้นมันถูกจัดอยู่ในกลุ่มของดาวฤกษ์มวลมาก บนบริเวณแกนกลางของมันยังมีการทำปฏิกิริยาฟิวชั่นอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย  เพราะเหตุนี้จึงทำให้พื้นผิวของมันมีอุณหภูมิที่สูงมากถึง 55,000 องศาเซลเซียส ถือว่าเป็นอุณหภูมิที่สูงเอามากๆ รวมถึงเผาผลาญอย่างรวดเร็วมันจึงทำให้ดาวดวงนี้มีอายุที่สั้นกว่าปกติมาก และอาจจะจบลงที่การระเบิดอย่างรุนแรงหรือซูปเปอร์โนวาได้ ดาวฤกษ์นั้นมีอยู่มากมายหลายดวงในจักรวารแห่งนี้

ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้มีแค่ดวงอาทิตย์ หรือดาวฤกษ์ดวงนี้ที่เราหยิบยกขึ้นมาพูดเท่านั้น ซึ่งไม่แน่ว่ามันอาจจะมากกว่าถึง 1,000 ดวงเลยก็เป็นไปได้ อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นในจักรวารมีอยู่มากมายโดยที่เราเองยังแปลกใจว่าในห้วงของจักรวารแห่งนี้ มันกว้างใหญ่มากแค่ไหนกันแน่ทำไมถึง         มีเรื่องราวเกิดขึ้นได้มากถึงขนาดนี้

 

สนับสนุนโดย   betufa

m5zn_9319645c9643fc1

หมุนดำชนดาวนิวตรอน

คุณคิดว่าเรื่องของดวงดาวนั้นซับซ้อนไหม  แน่นอนว่ามีหลายคนที่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ซับซ้อน    เอามาก ๆ เเพราะบางทีเราก้คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไกลตัวของเรามากเกิดไป เรานั้นไม่เหมาะที่จะไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้น แต่เรื่องที่เกี่ยวกับดวงดาวต่าง ๆ นั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากและมันก็ไม่ได้เหมาะกับใคร และไม่ได้ไม่เหมาะกับใครอีกด้วย

เพียงแต่ในตอนแรกนั้นเราต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจให้มากหน่อยเท่านั้น มันอาจจะดูเป็นเรื่องที่ยาก แต่ถ้าให้เวลากับมันทำความเข้าใจไปเรื่อย ๆ แน่นอนว่ามมันไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไปอย่างที่เราคิด

หลุมดำ และดาวนิวตรอนนั้นเป็นวัตถุที่อยู่ในอวกาศที่เอง ก็อาจจะเคยได้ยินกันบ่อย ๆ ทั้งสองสิ่งนี้เป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจเอามาก ๆ แล้วถ้าหากว่าวันหนึ่งมันเกิดกชนกันขึ้นมาไม่อยากจะนึกเลยว่าแรงระเบิดนั้นมากมายขนาดนั้น สำหรับหลุมดำชนกับดาวนิวตรอนนั้น นี้ถือว่าเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ต้องรีบบันทึกไว้ เมื่อมีการค้นพบคลื่นโน้มถ่วงที่มีความหนาแน่สูงปริศนา ที่มันให้เกิดคลื่นกระเพื้อมขึ้น ไปในปริภูมิเวลาในอวกาศ   เกิดเป็นรอยย้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้เลย ถึงจะไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมาคืออะไร

แต่พวกเขานั้นเชื่อว่ามันอาจจะเกิดจะการที่หลุมดำปะทะเข้ากับดาวนิวตรอน      อย่างจัง ก่อนที่มันจะกลืนกินดาวผู้น่าสงสารเข้าไป ในส่วนของสถานที่เกิดเหตุนั้นได้มีการคาดการณ์ว่ามันน่าจะอยู่ห่างจากโลกของเราออกไปประมาณ 1,200 ปีแสง ถึงแม้ว่าเครื่องมือได้มีการตรวจจับได้เพียงน้อยนิด และอาจจะมีเปอร์เซ็นที่ผิดพลาด แต่นักดาราศาสตร์ผู้ที่ได้มีการค้นพบ  

พวกเขาก็ยังเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงมากอยู่ดี   ที่เหตุการณ์ที่หลุมดำและดาวนิวครอนจะเกิดการชนกัน แม่จะยังไม่มีการออกมาพูดถึงว่ามันมีความเป็นจริงหรือเท็จมากแค่ไหน หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงๆ บอกได้เลยว่าเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ต้องสะเทือนวงการวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์อย่างแน่นอน เพราะมันอาจจะทำให้ปล่อยวัตถุนิวเคลียร์ อย่างเช่นทองคำ แแพลทินัม และก็รวมไปถึงคลื่นต่าง ๆ ออกมาด้วย

 แต่ถ้าหากว่าใครที่กำลังเตรียมตัวรอของดีจากอวกาศอยู่นั้น ขอบอกว่าเป็นเรื่องที่ยากเอามากๆ เพราะว่ามันคงจะลองลอยออกไปที่อื่นกันหมดก่อนที่จะมาถึงโลกของเราแน่นอน อย่างก็ตามถ้าเรานั้นมัวแต่รอของดีหรือรอว่าทองคำจะตกลงมาตรงหน้า โดยที่ไม่ทำอะไรเลย นั้นก็เป็นเรื่องยากที่คุณนั้นจะรวย เพราะมัวแต่รอโชคดีอยู่ ว่าสิ่งเหล่านั้นจะมาถึงเราเราคงจะรวยไปแล้วหลายรอบ

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย    ufabetcn

m5zn_9319645c9643fc1

เอสเท็น 2016 ไออีที

เชื่อได้เลยว่าหลายคนนั้นไม่ว่าจะทุกข์หรือว่ากำลังมีความสุขอยู่ หรือแม้แต่คิดงานไม่ออก สิ่งที่หลายคนมักจะทำเลยก็คือมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ไม่รู้ว่ามองขึ้นไปแล้วมันจะเจอกับอะไร แต่เมื่อมองขึ้นไปแล้วรู้สึกดีหรือว่าสบายใจแค่นั้นก็พอแล้ว มันไม่จำเป็นของหาเหตุผลอะไรมากมายมาอธิบาย

และเมื่อมองขึ้นไปแล้วบางทีก็เคยสงสัยว่า บนท้องฟ้า หรือในอวกาศที่กว้างใหญ่นั้นมันมีอะไรอีกไหมนอกจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรือดาวที่เรานั้นเห็นกันอยู่บ่อย ๆ แน่นอนว่ามันต้องมีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ว่านี้มันเรียกว่าอะไรละ เรื่องแบบนี้ก็ต้องลองศึกษากันก่อนถึงจะตอบได้ว่ามันคืออะไรกันแน่

มีหลายสิ่งหลายที่เกิดขึ้นมาบนท้องฟ้า หรือในอวกาศแต่เรายังไม่รู้เท่านั้นเองว่ามันอีกอะไร แต่อย่างพึ่งท้อใจ แล้วก็อย่างพึ่งคิดว่าเราจะรู้ไปทำไมมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราอยู่แล้ว ถึงจะไม่เกี่ยวแต่ถ้าลองศึกษาเพื่อเป็นความรู้ก็ไม่เห็นว่าจะเสียหายตรงไหน หลายคนจะรู้จักซูปดปอร์โนวาหรือไม่ก็เคยได้ยินผ่านๆ มาบ้าง ซูปเปอร์โนวาที่ว่านี้มันเป็นการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์อย่างเราๆนั้น

จะรู้จัก มันเกิดจากการที่ดาวมวลมากเกิดการระเบิดเมื่อสิ้นสุดอายุขัยของมันตามธรรมชาติ ก่อนที่มันจะหายไปและก่อนตัวขึ้นมาใหม่วนไป แต่ถ้าไม่นี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเหตุการณ์ธรรมดาเกิดไป งั้นเรามาทำความรู้จักกับ เอสเท็น 2016 ไออีทีมันก็คือการระเบิดครั้งใหญ่ มีการว่ากันว่าในการระเบิดทีหนึ่งกินเวลาไปมากถึง800 วันกันเลยทีเดียว หรือก็คือราวๆ 2 ปีกว่าๆ นั้นเองนักดาราศาสตร์ที่ได้มีการค้นพบปรากฏการณ์นี้ก็ยังคงงงเป็นไก่ตาแตก

เนื่องจากว่ามันได้ก่อนตัวขึ้้นที่ดาราจักรแคระที่มีมีดาวเพียงไม่กี่ล้านดวงเท่านั้น นอกจากนี้มันยังอยู่ห่างจากใจกลางของกาแล็กซี่ของจัวเองเป็นอย่างมาก มันอยู่ไกลถึง 54,000 กันเลยทีเดียว ด้วยความที่ยังไงมันก็ไม่น่าจะมีมวลที่มากพอที่จะทำให้มันขยายไซต์จนมันมีมวลที่มากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 200 เท่า

ในส่วนของการรระเบิดรุนแรงทะลุอวกาศที่เห็นนั้น สันนิษฐานได้ว่ามันอาจจะเกิดจากการชนกันของสเก็ตตอนที่ระเบิดออกมาจึงได้กินเวลานาน และสว่างกว่าปกติก็เป็นไปได้ แต่ก็เป็นความโชคดีของโลกเราที่อยู่ไกลมากๆ ไม่อย่างนั้นโลกของเราคงจะโดนพัดระเดนไปถึงไหนต่อไหนเป็นแน่ 

จากการที่ได้มีการค้นพบเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้ ถือว่าเป็นการค้นพบที่เปลกมันและไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในอวกาศ  ถ้าหากว่าใครไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ถือว่าพลาดเอามาก เพราะไม่บ่อยครั้งนัก ที่เราจะได้ค้นพบปรากฏการณ์แบบนี้

 

สนับสนุนโดย     ีดฟิำะ

m5zn_9319645c9643fc1

ดวงจันทร์ดวงใหม่ของโลก

อย่างที่เรานั้นรู้ๆ กันดีว่าโลกของเรามีดวงจันทร์บริวารเพียงแค่หนึ่งดวงเท่านั้น ซึ่งจะแตกต่างจากดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ ที่เป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะเหมือนกันกับโลกของเราแต่พวกมันนั้นกลับมีดวงจันทร์บริวารที่มากกว่าโลกของเราหลายเท่าเลยทีเดียว และดวงจันทร์บริวารของพวกมันแต่ละดวงก็ยังมีลักษณะที่แตกต่างกันอีกด้วย ซึ่งนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเอามากๆ

ดวงจันทร์ทุกดวงนั้นจะไม่มีแสดงสว่างในตัวเอง แต่ที่เรามองเห็นจากโลกได้นั้นก็เพราะว่ามีแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์นั้นอาจจะมีหลายดวงได้ และต้องมีมาแต่ดั้งเดิม ก่อกำเนิดขึ้นโดยธรรมชาติ บางครรั้งอาจจะเรียกการค้นพบดาวบริวารว่าดวงจันทร์ แต่แท้ที่จริงแล้วคำว่า MOON มีความหมายแสดงถึงดาวบริวารของโลกโดยตรง แต่ให้ถือว่าดาวบริวารหรือว่าดวงจันทร์เป็นวัตถุประเภทเดียวกัน

ดาวบริวารในระบบสุริยะของเรานั้นมีความแตกต่างกันทั้งขนาด และสีสันของพื้นผิว นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างกันในเรื่องของสภาพแวดล้อมของชั้นบรรยากาศ สำหรับดดวงจัทร์บริวารของดาวเคราะห์แต่ละดวงนั้นก็มีจำนวนที่แตกต่างกันไป ซึ่งอย่างที่เรานั้นรู้ๆ กันดีว่าดลกของเรามีดวงจันทร์เพียงแค่ดวงเดียวเท่านั้น แต่อยู่ๆ โลกแห่งนี้กลับมีดวงจันทร์เพิ่มมาอีกหนึ่งดวงโดยที่เราเองก็ไม่รู้มาก่อน

ซึ่งมันมีมาสามปีแล้วจะไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย ถ้าหากว่านักดาราศาสตร์ไม่สังเกตเห็นดาวเคราะห์น้อยขนาดประมาณรถเก๋งขันหนึ่ง แต่มันก็แค่แวะมาชั่วคราว เพราะว่าวงโคจรของมันไม่มีความมั้นคง Mini Moon ขนาดเท่ารถเก๋งที่ได้กลายมาเป็นบริวารของโลกนี้ มันมีเส้นผ่านศูนย์กลางกราวๆ 1.9-3.5 Meters มันถูกพบเมื่อวันที่15 กุมภาพันธ์ ปี 2020 ที่ผ่านมา

ซึ่งเป้นการค้นพบที่ใหม่เอามากๆ มินิมูนที่ว่านี้คือดาวเคราะห์น้อย 2020 CD3 ซึ่งมันเป็นดวงจันทร์ชั่วคราวดวงใหฒ่ของโลกของเรา โดยที่นักดาราศาสตร์ผู้ค้นพบคาดว่า มันน่าจะเป็นดาวเคราะห์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นดาวเคราะห์โดยทั่วๆ ไปที่พบได้ถึง15% สำหรับการค้นพบครั้งนี้นั้นถือว่าเป็นข่าวใหญ่พอสมควร เพราะมีไม่บ่อยครั้งนักที่เรานั้นจะสามารถค้นพบเหตุการณ์แบบนี้ได้ 

แต่อย่างไรก็ตามมินิมูนที่ว่านี้ ซึ่งเรารู้กันดีว่ามันมีวงโคจรที่ไม่แน่นอน และอาจจะโคจรอญุ่รอบโลกของเราได้อีกไม่นานมากนัก และสุดท้ายนี้นักดาราศาสตร์ไม่ได้จัดให้มินิมูนเป็นบริวารของโลกอย่างถาวร แต่พวกเขาจัดให้มันอยู่เป็นบริวารของโลกเพียวชั่วคราวเท่านั้น สำหรับการค้นพบในคร้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเอามากๆ และน่าจะเป็นแนวทางของการที่จะนำข้อมูลเพื่อไปศึกษาต่อได้ดีเลยทีเดียว

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  UFABET เว็บตรง