m5zn_9319645c9643fc1

การทดลองเทียนสูบน้ำ

คุณรู้หรือไม่ว่าเทียนแท่งเล็กๆที่เราใช้จุดไหว้พระกันทุกวันนี้สามารถดูดน้ำได้ด้วย

หลายคนคงจะไม่เชื่อแต่เราสามารถพิสูจน์ให้คุณเห็นได้เพราะอย่างที่เคยบอกไปว่าวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ว่าสาเหตุเกิดมาจากอะไร เมื่อมีความไม่เชื่อเราก็ต้องมาข้อพิสูจน์ความจริงกันว่า เทียนสามารถดูดน้ำได้จริงหรือมาค่ะจะสาธิตให้ดูตอนนี้เลยแต่ก่อนอื่นเรามาเตรียมอุปกรณ์ในการทดลองกันก่อนนะคะสำหรับการทดลองในวันนี้ของเราพระเอกของเรื่องจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเทียนค่ะ

จะใช้สีเหลืองหรือสีขาวหรือสีอะไรก็ได้ค่ะใช้ได้หมดเทียน 1 เล่มน้ำเปล่าที่ผสมสีจะได้เห็นผลการทดลองได้ชัดเจนค่ะจะเอาสีอะไรก็ได้ค่ะภาชนะที่ใส่น้ำเปล่าค่ะและไม้ขีดไฟหรือไฟแช็กก็ได้ค่ะ เอาที่สะดวกได้เลยและนางเอกของเรื่องที่ขาดไม่ได้เช่นกันนั่นก็คือ ขวดขนาดใหญ่ที่สามารถวางครอบเทียนได้หมดค่ะเมื่อได้อุปกรณ์มาครบแล้วเรามาเริ่มการทดลองเพื่อการเรียนรู้กันได้เลยค่ะรูปภาพที่เกี่ยวข้อง

การทดลองเริ่มจากนำภาชนะมาวางแล้วแล้วก็พาพระเอการของเรามาวางบนภาชนะค่ะ

ด้วยการนำเทียนมาจุดไฟแล้วตั้งในภาชนะนั้นตั้งให้มั่นคงอย่าให้ล้มได้นะคะ หลังจากตั้งเทียนเรียบร้อยแล้วก็เทน้ำที่ผสมสีแล้วลงในภาชนะค่ะเอาให้เยอะๆเลยค่ะแต่ระหว่างที่เทน้ำก็อย่าให้ไฟที่เทียนดับนะคะเมื่อพระเอกของเราพร้อมแล้วก็พานางเอกเข้ามาได้เลยค่ะนั่นก็คือขวดขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้นำขวดเปล่ามาครอบเทียนที่ติดไฟค่ะ

หลังจากนี้ก็ให้สังเกตผลการทดลองได้เลยค่ะโดยเราจะสังเกตเห็นว่าน้ำจะค่อยๆถูกดูดขึ้นไปในขวดเรื่อยและขณะเดียวกันเทียนที่สว่างไสวก็จะค่อยๆอ่อนแสงลงจนดับสนิทมาถึงตอนนี้จะสังเกตได้ว่าน้ำเข้าไปในขวดเยอะมากสงสัยกันไหมค่ะว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรอย่างที่บอกค่ะวิทยาศาสตร์มีคำตอบให้คุณเสมอดังนั้น เราจะมาเฉลยให้ฟังกันค่ะ

จากการทดลอง จะเห็นว่าพระเอกของเราสามารถดูดน้ำขึ้นไปได้จริงๆไม่ต้องสงสัยว่าจะมีการใช้เวทมนต์คาถานะคะเพราะที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าในตอนแรกที่เราครอบขวดลงไปอากาศในขวดยังคงมีอยู่ค่ะแต่พอเทียนมีการเผาไหม้ไปเรื่อยๆและเมื่ออากาศภายในขวดหมดไฟที่จุดเทียนไว้ก็จะดับอากาศที่มีในขวดก็จะค่อยๆลดลงทำให้ปากขวดค่อยๆดูดน้ำจากภายนอกเข้าไปข้างในขวด 

m5zn_9319645c9643fc1

มาทำความรู้จักเจ้าอุกกาบาตกันเถอะ

            หลายคนคงเคยได้ยินข่าวอุกกาบาตจะพุ่งชนโลก วันนั้น วันนี้ หรือจะมีอุกาบาตวิ่งเข้าใกล้โลกเราเมื่อไหร่ บางคนได้ฟังข่าวแล้วเกิดความวิตกกังวลว่าจะเป็นเหมือนในหนังที่ดูหรือไม่ ว่าถ้าอุกาบาตชนโลกแล้วมนุษย์เราจะเป็นอย่างไร จะหนีทันไหม หรือเราสามารถส่งอะไรไปจัดการก่อนที่อุกาบาตจะตกลงมาได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดความวิตกกังวลจนเกินไปเรามาทำความรู้จักกับเจ้าอุกาบาตกันก่อนว่าคืออะไร 

           อุกกาบาตเกิดจากสะเก็ดดาวที่มีขนาดใหญ่ตกลงมาใส่โลกแล้วมีการเสียดสีกับชั้นบรรยากาศจนเกิดความร้อนแล้วไฟลุกไหม้ แต่ไหม้ไม่หมดเหลือชิ้นส่วนบางส่วนที่ตกค้างบนพื้นโลก ซึ่งเมื่อมีอุกกาบาตตกลงมาก็จะเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่เราเรียกว่าหลุมอุกกาบาต แต่ถ้าสะเก็ดดาวที่ตกใส่โลกมีขนาดเล็กเมื่อถึงชั้นบรรยากาศถูกเผาไหม้จนหมด เราจะเรียกว่าดาวตก ซึ่งตามความเชื่อแต่โบราณว่าใครของพรจากดาวตกก็จะสมหวัง ปัจจุบันจะมีบางช่วงที่จะมีการประกาศว่าจะมีกลุ่มฝนดาวตกให้เราได้เห็นกันชัดๆ ออกมาบ่อยๆ

เราสามารถจำแนกอุกกาบาตรออกเป็น 3 ประเภทตามองค์ประกอบทางเคมี นั้นคือ

  • อุกกาบาตรคาร์บอน ซึ่งอุกกาบาตชนิดนี้จะมีสีคล้ำ เกิดจากองค์ประกอบสวนใหญ่ในอุกกาบาตจะเป็นคาร์บอนเยอะมาก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต่างเชื่อกันว่า อุกากาบาตรคาร์บอนเป็นพาหะน้ำเชื้อสิ่งมีชีวิตมาที่โลก
  • อุกกาบาตหิน ที่เรียกอย่างนี้เพราะองค์ประกอบส่วนใหญ่ของอุกกาบาตนี้เป็นซิลิกา
  • อุกกาบาตรโลหะ ซึ่งอุกกาบาตอันนี้จะมีองค์ประกอบเป็นเหล็กและนิเกิลเยอะมาก

          อย่างที่ทราบกันดีว่าอุกกาบาตเกิดจากสะเก็ดดาวเคราะห์ โดยปกตินอกจากเราจะพบเห็นอุกกาบาตบนโลกของเราแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังเคยพบอุกกาบาตบนดวงจันทร์และดาวอังคารอีกด้วย สำหรับที่โลกของเรามีการระบุว่ามีอุกกาบาตที่มาจากดวงจันทร์และดาวอังคารตกมายังโลกของเราด้วย โดยมีการค้นพบในปี พ.ศ. 2539 ซึ่งมีการค้นพบในทวีปแอนตาร์กติก โดยตกลงมาบนน้ำแข็ง และเราจะยังเคยได้ยินกันด้วยว่าเมื่อก่อนที่โลกของเราเคยมีไดโนเสาร์มาก่อน อ้างอิงจากการขุดเจอซากของไดโนเสาร์แต่ต่อมาไดโนเสาร์ได้สูญพันธ์ลงเพราะมีอุกกาบาตตกใส่โลกเมือประมาณ 65 ล้านปีที่ผ่านมา

          ปัจจุบันยังมีองค์กรที่มีการศึกษาด้านดาราศาสตร์ ศึกษาเกี่ยวกับดวงดาวต่างๆ ชื่อว่าองค์การนาซา 

ซึ่งองค์กรนี้จะทำหน้าที่ศึกษาเกี่ยวกับดวงดาวต่างๆ หากลุ่มดาวใหม่ๆ คอยสอดส่องอุกกาบาตว่าจะมีเข้ามาใกล้โลกเมื่อไหร่หรือจะชนโลกหรือไม่เพื่อให้เราชาวโลกได้เตรียมตัวรับกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้