m5zn_9319645c9643fc1

ลักษณะของมนุษย์ต่างดาว

เรื่องของมนุษย์ต่างเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งหาต้นกำเนิดไม่ได้เลยว่าได้มีการเริ่มเห็น เริ่มรู้จัก และเรียกมันว่ามนุษย์ต่างดาวได้อย่างไร เพราะไม่ได้มีหลักฐานปรากฏไว้อย่างแน่ชัด และก็ไม่มีหลักฐานของมนุษย์ต่างดาวเอาไว้ด้วย ซึ่งในเวลาต่อมาเทคโนโลยีได้มีความหน้าเพิ่มมากขึ้น เรื่องของมนุษย์ต่างดาวเองก็ได้เริ่มมาเป็นที่กล่าวถึงกันอีกครั้ง จากหลักฐานที่หลายๆบอกว่าได้เห็นจริง และได้ถ่ายภาพไว้ได้จริงทั้งภาพถ่าย

และภาพบันทึกวิดีโอ เมื่อการพบมนุษย์ต่างดาวพร้อมหลักฐานเหล่านี้ ในตอนนั้นเองประชากรทั่วทุกมุมโลกจึงเกิดความแตกตื่นกันเป็นอย่างมาก จนต้องทำให้นำหลักฐานไปตรวจสอบอย่างละเอียด และพบว่าส่วนใหญ่หลักฐานเหล่านั้นเป็นของปลอม จะมีของจริงแค่บางส่วนนั้น แต่ก็ไม่อาจเชื่อได้100% และภาพหลักฐานส่วนใหญ่นั้นก็เป็นภาพเกี่ยวกับจานบินทั้งนั้น

ในส่วนของมนุษย์ต่างดาวนั้นยังไม่มีใครเคยพบเห็น ซึ่งถือได้ว่าลักษณะของมนุษย์ต่างดาวนั้นยังคงเป็นปริศนา และเกิดขึ้นมาโดยจิตนาการเป็นเสียส่วนใหญ่ บางคนได้กล่าวว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีรูปร่างถ้าสูงก็จะสูงมาก หรือถ้าเล็กก็จะเล็กมาก ผอมแห้งจนเห็นกระดูก มีผิวกายเป็นสีเทา มีตาที่กลมโต ไม่มีตาขาว มีแต่ตาสีดำ มีหัวที่ใหญ่ หรือบ้างก็บอกว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นก็เหมือนกับมนุษย์โลกเราทุกอย่าง เพียงแต่มนุษย์ต่างดาวมีวิวัฒนาการทางสมองสูงถึง100% ที่จะสามารถสื่อสารกันทางจิตแทนการพูดได้ และมีอีกหนึ่งแนวคิดที่อาศัยหลักฐานจากภารกิจการสำรวจดวงจันทร์ของอะพอลโล่20 ได้มีการค้นพบร่างของผู้หญิงที่เสียชีวิตแล้ว

ลักษณะของเธอเหมือนกับมนุษย์ทุกอย่าง แต่เธอมีตาที่ 3 อยู่ตรงหน้าผาก ซึ่งหลักฐานมันไปตรงกับหลักฐานของคนโบราณว่าในสมัยก่อนได้มีมนุษย์ชนเผ่าหนึ่งที่ถูกกล่าวว่าเป็นมนุษย์ชนเผ่าจากฟ้า และคลิปหลักฐานจากอะพอลโล่20ก็ได้ถูกลบไปในภายหลัง และทางองค์กร NASA เอง

ก็ไม่ได้ออกมาชี้แจงเรื่องนี้แต่อย่างใด เพราะเป็นคลิปหลุดที่ก็ไม่มีใครทราบว่าองค์กร NASA ได้ทราบเรื่องนี้หรือไม่ และการที่ลักษณะของมนุษย์ต่างดาวนั้นถูกเล่าขานกันมานั้นมีความแตกต่างกัน เป็นไปได้หรือไม่ว่ามนุษย์ต่างดาวเองนั้นก็มีหลากหลายเผ่าพันธุ์ ที่อาศัยอยู่ดวงดาวที่แตกต่างกัน เพราะได้มีความเชื่อที่ว่าเรื่องเล่าถ้าไม่มีมูล ก็คงไม่มีการพูดถึงสืบต่อมาอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่แน่เสมอไป

มนุษย์เราเองนั้นมีจิตนาการที่สูงกันเป็นเสียส่วนใหญ่ และคงต้องรอเวลาต่อไปว่าวิทยาการทางวิทยาศาสตร์จะสามารถค้นหามนุษย์ต่างดาวได้หรือไม่ หรือมนุษย์ต่างดาวจะเปิดตัวกับชาวโลกเอง หรือองค์กร NASA กำลังปิดบังอะไรพวกเราอยู่ หรือมนุษย์ต่างไม่มีอยู่จริงกันแน่

 

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า ยูฟ่าเบท มือถือ

m5zn_9319645c9643fc1

หลุมดำมวลแรงดึงดูดที่มหาศาล

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า “หลุมดำ”  แต่ก็คงยังไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดกันแน่เนื่องจากมันอาจจะเป็นสิ่งที่อยู่ไกลตัวสำหรับคนธรรมดาแบบเรา แต่ว่าในวงการนักวิทยาศาสตร์ มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะนอกจากจะเป็นวัตถุทางอวกาศที่เป็นปริศนา ซึ่งผู้ที่ค้นคืดทฤษฎีหลุมดำนี้ก็คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก โดยที่แม้แต่ตัวของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เอง

ก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่ามันมีอยู่จริงเพราะหลุมดำถือเป็นอนุภาคที่มีมวลมหาศาลเป็นอย่างมากและเป็นอนุภาคที่มีความพิศวง จนไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีอยู่จริงเพราะมันเป็นวัตถุที่มีแรงดึงดูดมาก จนแม้แต่แสงก็ไม่อาจหลุดพ้นแรงดึงดูดที่มหาศาลของมันได้ แต่หลายคนคงอาจจะสงสัยว่าแล้ว หลุมดำนั้นเกิดจากอะไร หลุมดำนั้นเกิดจากดาวฤกษ์ที่หมดอายุขัย แล้วดับตัวลง จึงสงผลให้มันเกิดการยุบตัว เมื่อมันหมดพลังงานแล้วดาวฤกษ์จะเกิดแรงยุบตัวจากแรงดึงดูภายในตัวของมันเอง แล้วหลังจากนั้นมันก็จะเริ่มดูดกลืนสิ่งต่างๆที่อยู่รอบข้าง จนในที่สุดมันก็กลายเป็นหลุมดำ แม้ว่าหลุมดำนั้นจะเกิดขึ้นในที่ที่ห่างไกลเรามากๆ แต่ว่าหากเราได้ทำการศึกษาหาข้อมูลจากมันแล้ว อาจจะเป็นประโยชน์อย่างสำหรับเราก็ได้ว่า โลกและจักรวาลของเรานั้นเเกิดขึ้นได้อย่างไร 

แน่นอนว่าหลุมดำนั้นเป็นอนุภาคที่ค่อนข้างจะเกิดอยู่ไกลกับโลกของเรามาก แต่ว่าล่าสุดกล้องโทรทัศน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของเราได้ตวรจจับภาพหลุดดำมวลยิ่งยวดที่อยู่ในกาแล็คซี่ M87 ซึ่งมีลักษณะเป็นหลุมดำวงรี ซึ่งได้อยู่ห่างจากโลกของเราออกไปถึง 55 ล้านปีแสงซึ่งถ้าหากมองผ่านกลุ่มดาวก็จะหันไปทางกลุ่มดาวหญิงสาว ซึ่งเจ้าหลุมดำอันนี้มีมวลมากกว่า 6,500 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์ที่อยู่ใจกลางของระบบสุริยะจักรวาลของเรา จากตัวเลขระยะทางที่เราได้ค้นพบเจ้าลุมดำมวลยิ่งยวดอันนี้นั้นเป็นค่อนข้างที่จะอยู่ไกลจากเรามากๆ แต่ด้วยการรวมพลังทางความคิดของเหล่านักวิทยาศาสตร์ จึงส่งผลให้ตรวจหาเจ้าหลุมดำอันนี้จนเจอ

มีนักสิทยาศาสตร์เจ้าอเมริกาที่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับกาแลคซี่ต่างๆมากถึง  530,000 กาแลคซี่ ผลจากการศึกษาบ่งบอกว่าการที่กาแลคซี่นั้นมีขนาดที่ใหญ่มากเท่าใด หลุมดำที่อยู่ใจกลางกาแลคซี่นั้นก็ย่อมมีขนาดที่ใหญ่ตามด้วย เพราะต้องเข้าใจก่อนว่าใจกลางของกาแลคซี่นั้นเป็นหลุมดำ ดังนั้นการที่มีขนาดของกาแลคซี่ที่จึงย่อมที่จะมีขนาดของหลุมดำที่ใหญ่ตามเช่นกัน แต่ว่าหลุมดำนั้นจะไม่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะกลืนกินกาแลคซี่ของมันเอง 

ปัจจุบันเราได้มีการค้นพบหลุมมวลยิ่งยวดที่อยู่ใจกลางกาแลคซี่ถึง 3 หลุม และทั้ง 3 หลุมนั้นก็กำลังที่จะเกิดการชนกัน ฉะนั้นจึงเปรียบได้ว่า กาแลคซี่ทั้ง 3 กำลังที่จะเกิดการรวมตัวกันเกิดขึ้น ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่มีมหัศจรรย์มากในวงการนักดาราศาสตร์ เนื่องจากเราจะไม่สามารถพบเจอเหตุการณ์นี่ได้บ่อยๆ แต่ว่าก็ยังไม่ได้เกิดการรวมกันขึ้นเนื่องจากการเดินทางมาชนกันนั้น ค่อนข้างที่จะมีระยะทางที่ไกล ดังนั้นเราจึงจะไม่ได้เห็นการชนกันแบบจะๆ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า หากเกิดการชนกันขึ้น มันจะส่งพลังงานมวลต่ำแผ่ออกไปยังทั่วเอกภพ

 

 

สนับสนุนโดย   เว็บพนันต่างประเทศ ถูกกฎหมาย

m5zn_9319645c9643fc1

เป็นไปได้หรือเปล่าว่ามนุษย์ต่างดาวกำลังสู้รบ

มีมนุษย์มากมายหลายเผ่าพันธุ์มาเยี่ยมเยือนโลกจริงหรือไม่และถ้าเป็นเช่นนั้นพวกเขาทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธ์เดียวกันหรือเปล่านักทฤษฏีมนุษย์อวกาศโบราณตอบว่าไม่และคนในวงในของรัฐบาลบางคนอย่าง พอล เฮลล์เยอร์ อ้างว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวต่างเผ่าพันธ์มีวัตถุประสงค์ที่ขัดแย้งกันและวัตถุประสงค์เหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นผลดีต่อมนุษยชาติไปทั้งหมดเป็นไปได้หรือไม่ที่คำกล่าวอ้างว่ามนุษย์ต่างดาวกำลังสู้รบเพื่อช่วงชิงอำนาจเหนือโลกเป็นความจริงนักทฤษฏีมนุษย์อวกาศโบราณ

เชื่อว่ามีหลักฐานยืนยันความขัดแย้งนี้แล้วมันก็ดำเนินมาหลายพันปีแล้วด้วย มุมไบ ประเทศอินเดีย วันที่4มกราคม ปี2015 สภาวิทยาศาสตร์อินเดียที่102ร่วมกับมหาวิทยาลัยมุมไบได้จัดการสัมมนาในหัวข้อวิทยาศาสตร์โบราณผ่านภาษาสันสกฤตที่เป็นศูนย์กลางของการสัมมนาคือคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดศาสนาฮินดูในนั้นนอกจากทบกวี ตำนาน วิทยาการ ตลอดจนปรัชญาต่างๆ

แล้วยังมีเรื่องราวของมหาสงครามระหว่างเทพเจ้า ผู้ลงมาจากฟ้าอีกด้วยคัมภีร์มหาการตะ รามายณะ และ พระเวศน์ สามมหากาพย์สำคัญทางศาสนาฮินดูคือตำราภูมิปัญญาโบราณแห่งชมพูทวีปเรื่องราวแจ่มชัดชวนติดตามส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งและการศึกษาสงครามเทพเจ้าต่างๆ สู้รบกันตลอดเวลาด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือธรรมดามากเรื่องราวส่วนใหญ่เต็มไปด้วยการสู้รบที่มีความยิ่งใหญ่ ซึ่งตำนานในศาสนาหฮินดูนั้นเป็นเรื่องราวระหว่างสงครามของเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ที่สภาวิทยาศาสตร์อินเดียนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการจำนวนหนึ่งนำเสนอทฤษฏี

ซึ่งเป็นที่ถูกเถียงกันในวงกว้างว่ามหากาพย์ฮินดูโบราณที่มีอายุย้อนไปได้ถึง1,700ปีก่อคริสตกาลมันไม่ใช้แค่นิทานปรัมปราแต่เป็คำบรรยายบุคคลและเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงเทคโนโลยีล้ำยุคที่มีอยู่จริงเมื่อหลายพันปีก่อน  วิทเทนเบิร์ก เยอรมนี ปี1766 นักดาราศาสตร์โยฮันดาเนียลเสนอว่าแผนผังดวงดาวในระบบสุริยะของเรามีรูปแบบที่สอดคล้องกันอยู่ยกเว้นแต่ความผิดปกติประการหนึ่งการกระจานตัวของดวงดาวในระบบสุริยะเป็นปรศนาเสมอมาดูเหมือนว่าพวกมันจะกระจายตัวตามรูปแบบทางคณิตศาสตร์อะไรบางอย่างยกเว้นก็แต่ช่องโหว่ขนาดใหญ่ระหว่างดาวอังคารกับพฤหัส

เมื่อไปดูที่นั่นในวันนี้สิ่งที่จะเห็นก็คือ ดาวเคราะห์น้อยตลอดจนชิ้นส่วนหินจำนวนมหาศาลการค้นพบนี้ ทำให้นักดาราศาสตร์สรุปว่าครั้งหนึ่งต้องเคยมีดวงดาวตั้งอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสและสิ่งที่อยู่ระหว่างช่องว่างนี้ตอนนี้ก็คือแถบดาวเคราะห์น้อยนักวิทยาศาสตร์หลายคนคาดการณ์ว่าดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้คือชิ้นส่วนของโลกที่ถูกทำลายเมื่อหลายพันปีก่อนด้วยการชนกันของดวงดาวแต่นักทฤษฏีมนุษย์อวกาศโบราณเชื่อว่าความพินาศของดาวเคราะห์ที่หายสาบสูญนี้อาจไม่ได้มาจากสาเหตุธรรมชาติ

m5zn_9319645c9643fc1

การเดินทางข้ามเวลามาบอกข้อมูลอนาคตให้อดีตรู้ ขัดแย้งมิติเวลา

คุณเคยมีความคิดอยากจะเดินข้ามเวลาหรือไม่?

ไม่ว่าจะเดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคต หรือเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีต แน่ว่าคุณอาจจะต้องเคยคิดเรื่องนั้นอยู่แล้ว แต่มันจะเป็นไปได้จริงๆนั้นเหรอ จิตนาการจากการ์ตูน นิยาย ภาพยนตร์ สิ่งเหล่านั้นก็ยังถือว่าเป็นจิตนาการอยู่ดี ซึ่งตัวคุณก็ทราบดีว่ามันคงเป็นได้ยาก แต่ก็ยังมีอีหลายคนที่มีความเชื่อว่าเรื่องการเดินทางข้ามเวลานั้นสามารถเป็นไปได้ ตามทฤษฎีอควอตัม และทฤษฎีสัมพัทธภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ที่ค้นพบเมื่อ 100 ปีก่อน ทฤษฎีทั้งหมดนี้ยังถือว่าเป็นเพียงทฤษฎี เพราะมันยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ซึ่งมันอาจจะมีทั้งความเป็นไป

และไม่ได้ หลายๆคนเพียงหวังแต่ว่าในอนาคต วิทยาการทางด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้ามากขึ้น ถึงตอนนั้นมนุษย์เราอาจจะมีไทม์แมทชีนที่จะสามารถใช้ในการเดินทางข้ามเวลาไปยังที่ต่างๆได้ และอย่างที่ได้กล่าวไปเบื้องต้นมีผู้คนหลายคนนั้นมีความเชื่อว่าการเดินทางนั้นเป็นไปได้ มิติเวลานั้นมีอยู่จริง แน่นอนว่าในทางของวิทยาศาสตร์จะต้องมีข้อสันนิฐานขึ้นมาโต้แย้งอยู่เสมอ ไม่ได้โต้แย้งเพื่อจะบอกว่ามันไม่มีจริง แต่การโต้แย้งเพื่อหาความน่าจะเป็น ข้อเท็จจริง ถ้าหากว่าการเดินทางข้ามเวลานั้นเป็นไปได้ ซึ่งได้มีผู้ตั้งข้อสงสัยขึ้นมาคือ ข้อขัดแย้งการย้อนเวลา หรือ Time Paradox

และในบทความนี้เราจะยกตัวอย่างของข้อขัดแย้งรูปแบบหนึ่งขึ้นมานั้นก็คือ การนำข้อมูลจากอนาคตมาบอกให้อดีตรู้ อย่างเช่น ตัวคุณนั้นอยู่ในปัจจุบันที่มีวิทยาการทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ซึ่งในเวลานั้นได้มีการเปิดตัวไทม์แมทชีนครั้งแรกให้โลกได้รู้ว่านี่คือ สิ่งประดิษฐ์ที่จะสามารถเดินทางข้ามเวลาได้เป็นครั้งแรกของโลก และเมื่อคุณได้ทำการเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีต

ไปบอกนักวิทยาศาสตร์ในอดีตเกี่ยวกับข้อมูลของไทม์แมทชีน ก็แปลว่านักวิทยาศาสตร์ในอดีตก็จะสามารถสร้างไทม์แมทชีนขึ้นมาเช่นเดียวกัน ข้อขัดแย้งอันนี้ต้องการจะบอกว่า แล้วสรุป ไทม์แมทชีนเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อตอนไหนกันแน่ ทั้งๆที่โลกที่คุณอยู่นั้นคนที่สร้างไทม์แมทชีนคนนั้น เป็นคนแรกที่สามารถสร้างแมทชีนได้ แล้วการที่คุณเอาข้อมูลไปบอกคนในอดีตแล้วคนในอดีตก็สร้างได้ แล้วย้อนกลับไปบอกคนในอดีตอีกเป็นทอดๆ

หากเป็นเช่นนี้จะเป็นไปได้อย่างไร ซึ่งข้อขัดแย้งยังถือว่าหนักแน่นมากเพราะก็ไม่มีใครสามารถให้คำตอบในเรื่องนี้ จึงทำให้มีแนวทางที่ว่าการเดินทางข้ามเวลานั้นเป็นเรื่องไม่จริง และไม่สามารถมีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอนตราบใดที่ยังหาข้อพิสูจน์มาหักล้างข้อขัดแย่งได้

m5zn_9319645c9643fc1

สิ่งของปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์ต้อง งง

สิ่งของต่างๆที่ไดถูกการค้นพบของเหล่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายที่ต่างก็ยังไม่มีใครบอกได้เลยว่าของชนิดพวกนี้ที่เขาได้ขุดพบเจอนั้นมันมีความเป็นมาอย่างไรและยังสร้างความมึนงงให้เขานักวิทยสศาสตร์เป็นอย่างมากที่ได้ขุดค้นพบสิ่งของที่มีรูปร่างแปลกประหลาดแบบนี้อีกทั้งยังเป็นข้อสงสัยกันมาอย่างยาวนาน

ซากเมืองโบราณลันเททัมโบ

หากแม้ว้าเรานั้นจะเคยเห็นซากที่แตกหักพังมาแล้วมากมายบนโลกของเรา แต่สำหรับซากของเมืองโบราณลันเททัมโบพระราชวังค์ที่เก่าแก่ของเปรูแห่งนี้ต้องบอกเลยว่าเราไม่ควรมองข้ามเด็ดขาดเนื่องจากเพราะว่าความสวยงามที่เราจะต้องยกนิ้วให้แล้วและวิธีการสร้างของที่นี้นั้นมันก็ยังมีสิ่งที่เป็นปริศนาชนิดที่ว่าเหล่านักวิทยาศาสตร์ก็ยังหาคำตอบกันไม่ได้อีกด้วยซึ่งก็อย่างที่ได้เห็นกันอยู่ว่าบนที่เขาสูงชันขนาดนี้แต่ถ้าเป็นในปัจจุบันก็คงจะเป็นรถที่ได้ขนที่ไปกันใช่มั้ยแต่ในสำหรับในยุคโบราณที่ได้ใช้แรงงานคนล้วนๆเขานั้นได้ใช้เทคโนโลยีอะไรกันในการที่ขนหินทั้งใหญ่และมันมีความหนักได้ขนาดนี้

แต่สิ่งที่มันน่าประหลาดใจไปกว่านั้นก็คือหอนในแต่ละก้อนนั้นที่ได้นำมาเรียงต่อกันไม่มีช่องว่างให้เห็นและไม่ได้มีการโบกปูนหรือจะใช้ตะปูใดๆทั้งสิ้นแต่ถึงจะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์แต่ที่นี้ก็ยังใหญ่กว่าขวางที่เหนือคำบรรยายหากใครที่อยากจะไปสัมผัสบรรยากาศที่นี้แล้วละก็ก็คงจะต้องจองตั๋วไปพิสูจน์กันเอาเองเพราะในตอนนี้สถานที่นี้ก้ได้ขึ้นเป็นชื่อของแหล่งท่องเที่ยวที่สำหรับของประเทศเปรูกันไปแล้วล่ะ

แผ่นจานสามแฉกของซาบู

ถ้าหากจะมองเผินๆคุณก็อาจจะคิดว่ามันเป็นพวงมาลัยรถหรือก็ไม่ใบพัดลมรุ่นเก่าแต่ของบอกเลยว่าของสิ่งนี้นั้นเป็นของเก่าแก่ของอียิปต์โบราณแท้100%เพราะว่ามันได้ทำมาจากหินแล้วนำมาแกะสลักเป็นหน้าตาแบบนี้ต่างหากแต่ถ้าถามว่าสิ่งของนี้มันมีไว้ทำอะไรและมันประดิษฐ์ขึ้นมาได้อย่างไรนักโบราณคดีหรือทางด้านผู้เชี่ยวชาญเองก็ยังไม่รู้เลยแผ่นจานสามแฉกนี้ได้ถูกค้นพบเมื่อปี1936ภายในของหลุมฝังศพ

ซึ่งมันดูยังไงก็ไม่หน้าเชื่อเลยว่าเจ้านี้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่3000กว่าปีก่อนคริสตกาลซึ่งในส่วนของแผ่นจานสามแฉกนี้นั้นนมันจะมีสำหรับเอาไว้ใช้อะไรกันแต่ก็ยังมีข้อสันนิษฐานว่ามันอาจจะเป็นต้นแบบของมอเตอร์ไฟฟ้าในสมัยนั้นโดยที่ของจริงอาจจะทำมาจากโลหะก็ได้แม้ว่าเราจะไม่รู้ว่าข้อสันนิษฐานนี้มันจะเป็นจริงหรือไม่แต่ที่แน่ๆฟังชั่นการใช้งานของมันก็ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ตลอดมา

m5zn_9319645c9643fc1

อนาคตเราจะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์มากขึ้น

แต่เดิมมนุษย์เรานั้นก่อนจะค้นพบแหล่งพลังงานบนโลกได้นั้นก็ถือว่าต้องใช้เวลายาวนานอยู่ไม่น้อย แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบันที่เราใช้ชีวิตประจำอยู่นี้ก็เพราะแหล่งพลังงานเหล่านั้นทั้งสิ้น แหล่งพลังงานหรือทรัพยากรเหล่านั้นในตอนแรกก็มีมากจนหลายคนคิดว่ามันคงจะใช้ไม่หมดอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากเป็นในเวลาปัจจุบันนี้เราคงต้องอาจจะคิดใหม่ พลังงานเหล่านั้นอาจจะหมดไปได้ ซึ่งปัจจัยหลักๆเลยคือ มนุษย์ มนุษย์นั้นมีสิ่งมีความต้องการสูง ยิ่งยุคสมัยที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาเพิ่มมาขึ้นเรื่อยๆ ความต้องการก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้มนุษย์เองก็ยังเป็นผู้ที่ทำลายทรัพยากรเหล่านั้นอีกเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันโลกเรากำลังประสบพบเจอกับปัญหาเหล่านั้นอยู่ด้วย รวมไปถึงประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น จะเห็นได้ชัดว่าในแต่ละประเทศนั้นอยู่ภาวะแออัดของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรบนโลกนั้น จะยิ่งทำให้ทรัพยากรถูกดึงมาใช้เพิ่มมากขึ้นด้วยนั้นเอง ในทางวิทยาศาสตร์เองก็ได้มีการคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่า ทรัพยากรไหนที่ไม่มีวันหมด ทรัพยากรที่มีวันหมด ซึ่งในทรัพยากรที่มีวันหมด จะต้องรักษาเอาไว้ให้มากที่สุด และหาแหล่งทรัพยากรจากที่ใหม่ และได้มีคิดค้นหาแหล่งพลังงานใหม่นั้นก็คือ ดวงอาทิตย์ การทดลองนี้ยังถือว่าไม่เสร็จสมบูรณ์100%

แต่เชื่อว่าในอนาคตพลังงานจากแสงอาทิตย์จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานหลายๆด้านทางเทคโนโลยีมากขึ้นอย่าง แผงโซล่าร์เซลล์ จะสามารถเอาชนะแหล่งพลังงานเดิมที่ผลิตจากฟอสซิลได้ ซึ่งแผงโซล่าร์เซลล์นี้จะกลายเป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของโลกเลยก็ว่าได้ โดยนักวิจัยจากทอมสัน ได้ให้ความมั่นใจและแน่ใจว่าเรื่องนี้จะต้องเกิดขึ้นและเป็นไปได้อย่างแน่นอน เพราะแผงโซล่าร์เซลล์จะทำการช่วยดูดซับพลังงานจากดวงอาทิตย์เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ในวันนั้นฟ้าจะครึ้ม เมฆจะเยอะมากแค่ไหน ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อระบบการทำงาน

รวมไปถึงเรื่องรถยนต์ที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ในอนาคตเทคโนโลยีนี้จะทำให้รถยนต์นั้นไม่ต้องการแก๊สหรือน้ำมัน นวัตกรรมรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ เพียงแค่จอดทิ้งเอาไว้กลางที่แจ้ง ให้แสงแดดตกลงมา ก็เท่ากับว่าเป็นการชาร์ตพลังงานให้กับรถได้ขับเคลื่อนได้ ซึ่งเทคโนโลยียังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ก็ได้มีการคิดค้นและทำการทดลองอยู่อย่างแน่นอน และในอนาคตเองที่วิทยาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้น เรื่องนวัตกรรมใหม่อย่างแผงโซล่าร์เซลล์ และรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ก็อาจจะสามารถเกิดขึ้นมาได้ให้มนุษย์เรานั้นได้เห็นอย่างแน่นอน อย่างไรแล้วก็คงต้องติดตามกันต่อไป

m5zn_9319645c9643fc1

ถ้าโลกไม่มีดวงจันทร์โคจร ห่วงโซ่อาหารบนโลกจะล้มเหลว

หลายคนอาจจะมองดวงจันทร์มีความสำคัญต่อโลกอย่างไร ซึ่งบางคนอาจจะทราบดีว่าแสงของดวงจันทร์นั้นไม่ได้เป็นแสงที่เกิดจากตัวของมันเอง แต่มันได้รับแสงมาจากดวงอาทิตย์ เพราะกล่าวถึงตรงนี้ยิ่งสงสัยเข้าไปอีกใช่หรือไม่ เพราะขนาดแสงของมันยังไม่ใช่ของมันเองเลย แล้วมันจะมีความสำคัญต่อโลกอย่างไร มันก็มีแค่ความสวยงามในยามค่ำคืนก็เท่านั้นเอง แต่แท้จริงแล้วดวงจันทร์นั้นมีความสำคัญกับโลกมากเลยๆนะ คุณคงจะเคยเห็นปรากการณ์น้ำขึ้นน้ำลงใช่หรือไม่ นั้นแหละเป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากดวงจันทร์นะ

ซึ่งดวงจันทร์จะมีแรงดึงดูด ถ้าหากไม่มีแรงดึงดูดจากดวงจันทร์ ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรจะสูงขึ้นมากจนเกิดเป้นคลื่นสึนามิลูกใหญ่ที่มีความรุนแรงพอที่จะทำลายล้างพื้นที่ทั้งหมดของแผ่นดินได้ นั้นเป็นเพราะไม่มีแรงดึงดูดจากดวงจันทร์จึงทำให้น้ำหันมาพึ่งแรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์แทน ทั้งนี้ยังมีผลกระทบต่อภูมิอากาศบนโลกอีกด้วย ภูมิอากาศจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด พื้นที่ที่อยู่ตรงเส้นศูนย์สูตรจะกลายเป็นเขตหนาวทั้งหมด ในทางตรงข้ามของขั้วโลกก็จะกลายเป็นเขตร้อน นั้นเป็นมาจากการที่ไม่มีดวงจันทร์โคจรรอบโลก จึงทำให้แกนโลกเอียงที่ผลต่อภูมิอากาศอย่างแน่นอน

และอีกผลระทบของการไม่มีดวงจันทร์นั้นก็คือ การที่ห่วงโซ่อาหารล้มเหลว อย่างที่ได้กล่าวไปว่าดวงจันทร์มีผลต่อน้ำทะเลในมหาสมุทร ไม่มีได้ผลเสียแค่น้ำเท่านั้น แต่ยังมีผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตที่ต้องอาศัยอยู่ในน้ำอีกด้วย สัตว์ทะเลจะเริ่มลดน้อยลง เพราะสัตว์ทะเลใช้อิทธิพลจากดวงจันทร์ในการหาคู่ หาอาหาร สิ่งมีชีวิตในทะเลที่ว่านี้ยังรวมไปถึงสาหร่ายอีกด้วย การที่สัตว์ทะเลน้อยลง ห่วงโซ่อาหารในโลกนี้ก็จะเริ่มพังไปด้วยเช่นกัน ค่อยๆเปลี่ยนแปลงจนสามารถมาทำลายห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ได้ จนถึงตอนนั้นมนุษย์เราก็จะเจอปัญหาของการขาดแคลนอาหาร

เพราะอย่างที่ได้กล่าวไปถึงแม้จะเริ่มที่สัตว์น้ำ แต่ก็อย่าลืมว่ามีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่จะขึ้นมาอาศัยอยู่บนบกได้ ถึงอย่างไรมันก็ไม่สามารถอยู่บนบกได้ตลอด และมันก็จะเริ่มน้อยลง ซึ่งจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆตามชนิดของสัตว์ เหตุนี้จึงทำให้ท้ายที่สุดแล้วมีผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดภายในโลก ถึงอย่างไรแล้วการที่โลกจะไม่มีดวงจันทร์โคจรนั้นคงยังไม่เกิดขึ้นเร็วๆนี้อย่างแน่นอน มันจะต้องใช้เวลาถึงหลายพันล้านปีเลยก็ว่าได้ ในตอนนั้นถ้ายังมีมนุษย์อยู่เชื่อเถอะว่าเทคโนโลยีและวิทยาการทางวิทยาศาสตร์บนโลกอาจจะก้าวหน้า เตรียมพร้อมที่รับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างแน่นอน

m5zn_9319645c9643fc1

มนุษย์ยุคปัจจุบันลายพันธุ์มาจากมนุษย์

มนุษย์ยุคปัจจุบันลายพันธุ์มาจากมนุษย์หลายสายพันธุ์

มนุษย์เกิดมาจากอะไร? คุณเคยตั้งคำถามนี้กับตัวคุณเอง หรือกับใครหรือไม่? และคุณเคยคิดจะหาคำตอบของคำถามนี้หรือไม่ อันที่จริงๆคำถามเรื่องของการถือกำเนิดมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่หาคำตอบได้อยากมาก เพราะคำตอบที่ได้นั้นก็คือ “มนุษย์ มีวิวัฒนาการมาลิง” หากกล่าวเช่นนี้โดยไม่ไตร่ตรองรูปประโยคให้ดีแล้วนั้น คุณคงจะคิดว่ามนุษย์นั้นเกิดมาจากลิงแน่ๆ การวิวัฒนาการนั้นคือการเปลี่ยนแปลงสภาพเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายถึงการถือกำเนิด เพราะฉะนั้นแล้วคำถามต่อๆไปก็คงหนีไม่พ้นว่า ลิงนั้นเกิดมาจากอะไร? ซึ่งนั้นถือว่าเป็นคำถามที่ยังไม่สามารถหาคำตอบมาเป็นทฤษฎีได้อย่าง100%

เพราะได้มีทฤษฎีออกมามากมายอย่างเช่น มนุษย์เกิดจากเซลล์เล็กๆที่เจอสภาพอากาศบนโลก วิวัฒนาการกลายเป็นปลา เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม วิวัฒนาการไปเรื่อยๆจนกลายมาเป็นคนดั่งเช่นปัจจุบัน หรือไปจนถึงเรื่องว่า มนุษย์เกิดมาจากการที่มนุษย์ต่างดาวสร้างขึ้นมา เป็นต้น ใดๆแล้วล้วนเป็นทฤษฎีและแนวความคิดทั้งสิ้น และอีก 1 แนวความคิดที่เราอยากจะเอามานำเสนอในบทความนี้ก็คือ มนุษย์ยุคปัจจุบันกลายพันธุ์มาจากมนุษย์หลายสายพันธุ์ แนวคิดนี้ไม่ได้พูดการเกิดของมนุษย์โดยแท้จริง แต่จะกล่าวถึงว่าในยุคโบราณมีสิ่งมีชีวิตที่รูปร่างคล้ายมนุษย์มากมายหลากหลายสายพันธุ์

นักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันได้บอกว่าสิ่งมีชีวิตคนละสปีชีร์นั้นไม่สามารถสืบพันธุ์กันได้ แต่ในแนวคิดนี้สิ่งชีวิตที่ว่านั้นต่างสายพันธุ์กันก็จริง แต่ก็มีรูปร่างลักษณะที่เหมือนกัน และคาดว่ามีโครงสร้างของเซลล์เหมือนกัน หลายคนอาจจะไม่เข้าใจใช่หรือไม่ เดี๋ยวเราจะยกตัวอย่างให้ดูเช่น มนุษย์ในแถบยุโรปกับมนุษย์ในแถบเอเชียนั้น มีความแตกต่างกันอย่าง สีผิว สีตา สีผม เหตุนี้แหละที่กำลังจะกล่าวถึงว่ามนุษย์นั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ และมนุษย์ในยุคโบราณไม่ได้มีรูปร่างลักษณะเช่นนี้ เพราะมีการผสมพันธุ์กันหลากหลายสายพันธุ์

จึงทำให้มนุษย์ในยุคปัจจุบันเป็นเช่นนี้อย่างที่เราเห็นได้ และเป็นเช่นนั้นมนุษย์สายพันธุ์เก่าก็ได้เริ่มศูนย์พันธุ์ไป เช่นเดียวกับมนุษย์ในยุคปัจจุบันนี้ ที่เราเองนั้นก็มีคู่เป็นคนต่างชาติ ที่มีลักษณะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การสืบพันธุ์นั้นพันธุกรรมที่จะส่งไปยังรุ่นลูกก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะจะได้รับเซลล์ของทั้งคนเป็นพ่อและแม่ เป็นเช่นนี้เราจึงมีความเป็นไปได้ว่ามนุษย์ในอีกหลายพันปีข้างหน้าก็อาจจะกลายพันธุ์ได้เช่นเดียวกัน ถึงอย่างไรแล้วนี้ก็ยังเป็นทฤษฎีอยู่ แต่เป็นทฤษฎีที่ถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ถึงทางวิทยาศาสตร์เองจะไม่ได้ออกมายืนยันความเป็นไปได้อย่างแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ใช่ไหม เรื่องก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกาลเวลา ถึงตอนนั้นเราในยุคปัจจุบันอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นมนุษย์กลายพันธุ์ในอนาคตอย่างแน่นอน

m5zn_9319645c9643fc1

การย้ายที่อยู่ใหม่ของมนุษย์โลกไปยังดาวอังคาร

เราจะอาจจะเคยคิดดันมาบ้างว่า เราจะสามารถดำรงชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ได้อย่างถาวรจริงหรือ โลกของเราจะมีวันแตกใหม่ แลเวเราจะไปอาศัยอยู่ที่ใด หากโลกในนี้ของไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อีกต่อไป ดังนั้นการหาที่อยู่ใหม่บนดาวดวงอื่นจึงเป็นอีกทางเลือกนึงที่เราส่วนใหญ่ก็มักที่จะคิดค้นอยู่เสมอว่าจะมีดาวดวงใดที่เราพอจะอาศัยได้บ้าง เนื่องจากเราเองก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง ที่ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ หากเราขาด อากาศ น้ำ อาหาร และสภาพแวดล้อม เพราะเราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า จะมีดาวดวงไหนที่เหมาสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของเรา

เคยมีโครงการที่เราส่วนใหญ่เคยได้ยินมาบ้างว่า มนุษย์เราจะเดินทางเพื่อไปสำรวจดาวอังคาร เนื่องด้วยดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ไม่ห่างจากโลกเรามากนัก มีขนาดที่ค่อนข้างจะใกล้เคียงกับโลกของเรา หลายๆชาติจึงได้ทำการเตรียมตัวเพื่อส่งยานอวกาศขึ้นไปสำรวจความเป็นไปได้ให้การหาช่องทางในการอาศัยของมนุษย์อย่างเราๆ เคยมีคนคาดการณ์ว่าอนาคตเราจะสามารถเดินทางเพื่อไปอาศัยยังดาวอังคารได้สำเร็จ แต่ก็คงอีกนานกว่าที่ความเป็นไปได้นี้จะสำเร็จ เพราะมันเป็นโครงการที่ต้องใช้งบประมาณสูง และแน่นอนว่าหากมันสำเร็จขึ้นมาจริงๆ โลกของราจะต้องวุ่นวายน่าดู

และคนชนชั้นรากหญ้าอย่างเราๆก็คงหมดสิทธิ์ในการเดินทางไปอาศัย ดาวอังคารเป็นแน่ แต่ถึงอย่างไรปัจจุบันก็ยังคงเป็นเพียงแค่ขั้นตอนในการค้นคว้าอยู่ เราเองก็ควรเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในภายภาคหน้า

หากเราจะต้องย้ายไปอยู่ดาวอังคารจริงๆ มันก็มีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆที่เราจะต้องรู้เอาไว้

  1. อีก 20 ข้างหน้า เราเชื่อกันว่า เราจะสามารถเดินทางไปอาศัยยังดาวอังคารได้สำเร็จ ฉะนั้นการเดินทางเพื่อยังไปดาวอังคารก็เป็นหนึ่งสิ่งสำคัญที่เราจะต้องเรียนรู้เอาไว้ เพราะระยะทางจากโลกของเราไปยังดาวอังคารค่อนข้างที่จะมีระยะทางที่ไกลถึง 34-250 ล้านไมล์ ขึ้นอยู่กับวงโคจรของดวงอาทิตย์ในแต่ละช่วงนั้นๆ ซึ่งถ้าหากจะต้องเดินทางไปยังดาวอังคารก็จะใช้เวลาเดินทางถึง 7-9 เดือน ถ้าหากวัดจากยานอวกาศที่เดินทางเร็วที่สุดเท่าที่เรามีตอนนี้ แต่สิ่งที่มากว่าเวลาในการเดินทาง คือเรื่องของสุขภาพเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราจะพัฒนาและดูแลมากเป็นพิเศษ เพราะการที่เราเดินทางออกไปนอกโลก ที่ไม่มีแรงโน้มถ่วง และการที่ได้รับออกซิเจนอย่างไม่เพียงพอ จึงเกรงว่าเราอาจจะต้องจบชีวิตตนเองลงก่อนที่จะถึงดาวอังคารเสียก่อน
  2. เราจะต้องใช้ยานอวกาศถึง 1000 ลำ เพื่อที่จะนำมนุษย์เราย้ายที่อยู่ไปดาวอังคาร แน่นอนว่า การเดินทางไปที่นั่นเราจะต้องคนย้ายสิ่งต่างๆเพื่อไปตั้งรกรากที่นั่นอีกด้วย ซึ่งจนกว่าที่เราจะขนย้ายสิ่งของต่างๆที่จำเป็นต่อการสร้างอาณานิคมไปนั้นเราจะต้องใช้เวลาถึง 20 ปี ถึงจะขนของสร็จ อีกทั้งค่าใช้จ่ายของโครงการนี้ก็เรียกได้ว่าประเมิณค่าไม่ได้
  3. เนื่องจากดาวอังคารนั้นมีอากาศท่ีหนาวเย็นจนติดลบถึง 60 กว่าองศา เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถอาศัยอยู่บนดาวที่หนาวเย็นขนาดนั้น ฉะนั้นจึงจำเป็นจะต้องที่ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ขั้วโลกของดาวองคารเสียการเพื่อจะทำให้ความร้านภายในดาวอังคารปลดปล่อยออกมา จนมีอุณหภูมิที่สมนุาย์อย่างเราๆจะสามารถอาศัยอยู่ได้

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ยังเป็นโครงการเริ่มต้นอยู่ แต่ว่าถ้าหากสำเร็จได้ขึ้นมาจริงๆ เราจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างไร เพราะหากเราจะต้องย้ายที่อยู่อาศัยของเราจริงๆ แล้วโลกของเราล่ะใครจะอยู่ดูแลต่อไป

m5zn_9319645c9643fc1

ศึกชิงพื้นที่บนอวกาศ

โลกของได้มีการสำรวจอวกาศกันมาอย่างยาวนานร้วมร้อยปี เราทุกคนตั้งคำถามมาโดยตลอดว่าเราเป็นเพียงดาวดวงเดียวบนอวกาศจริงหรือ? ที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เราได้มีก่ีพัฒนาการเดินทางไปยังอวกาศมานานพอสมควร และชาติแรกที่สามารถให้มนุษย์เดินทางออกไปเหียบดวงจันทร์ได้เป็นชาติแรกนั่นก็คือ สหรัฐอเมริกา ที่ประสบความสัมเร็จในการส่งมนุษย์เดินทางออกไปยังอวกาศได้สำเร็จ และคู่แข่งสหรัฐอย่างรัสเซียก็สามารถที่จะปล่อยดาวเทียมดวงแรกขึ้นไปโคจรรอบโลกสำเร็จได้เป็นชาติแรก อีกเรื่องที่เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งก็คือ จีนก็สามารถที่จะส่งยานอวกาศขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ด้านมืดได้เป็นชาติแรกของโลกอีกด้วย

ตอนนี้อวกาศได้กลายเป็นแหล่งเป้าหมยใหม่ในการสำรวจ ซึ่งหลายๆฝ่ายคาดการณ์ว่าเราจะสามารถส่งมนุษย์เดินไปเหยียบดาวอังคารได้ปีอีก 10 หรือ 20 ปี ข้างหน้านี้ เนื่องจากดาวอังคารเป็นเป้าหมายสำคัญที่หลายๆประเทศต้องการไปสำรวจเพื่อมาวิเคราะห์ว่าบนดาวอังคารเคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่จริงหรือไม่ และมนุษย์อย่างเราๆจะสามารถเดินทางไปอาศัยอยู่บนดาวอังคารได้หรือไม่ และเป้าหมายนี้ก็เป็นที่น่าสนใจอย่างมากกันนานาประเทศ จนได้เกิดศึกการแข่งขันความเป็นเลิศทางอวกาศ ที่จะเป็นวัดความเป็นมหาอำนาจทางอวกาศ และแน่นอนว่าหาหกชาติไหน ทำสำเร็จเป็นชาติแรกก็ย่อมที่จะส่งผลต่อขั้วอำนาจใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ 

และยังมีอีก 4ภารกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2020 นั้นมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง และทั้ง 4 ภารกิจนี้จะถูกปล่อยออกมาเป็นเวลาไล่เลี่ยกันซึ่งเวลาเดินทางก็คงใช้ไปราวๆ 6-7 เดือน

มาดูที่ภารกิจแรก 

จากประเทศสหรัฐ สหรัฐนั้นถือเป็นชาติแรกที่สามารถส่งยานอวกาศเดินทางไปสำรวจบนดาวอังคารได้สสำเร็จเป็นชาติแรกและชาติเดียวในประวัติศาสตร์ที่สามารถส่งยานอวกาศไปลงจอดและยานอวกาศสามารถติดต่อกับมายังโลกของเราได้ถึง 8 ครั้ง และในครั้งล่าสุดนี้ ที่มีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า MARS 2020 ก็จะถือเป็นครั้งที่ 9 สหรัฐสามารถเดินทางไปสำรวจดาวอังคารได้ และเป็นยานลำที่ 5 ที่สามารถดินทางไปยังดาวอังคารได้สำเร็จ

ภารกิจที่ 2 มาจากประเทศจีน

จีนเป็นชาติที่ยังไม่เคยนำยานไปลงจอดบนดาวอังคารแต่ว่าสามารถที่จะส่งยานอวกาศขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ด้านมืดได้สำเร็จเป็นชาติแรก และถารกิจในครั้งนี้หากทำสำเร็จก็จะถือเป็นความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศจีนที่สามารถเดินทางไปสรวจดาวอังคารได้

ต่อไปเป็นภารกิจที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นภารกิจที่ได้มีการรวมมือกันระหว่างสภาพยุโรปและรัสเซียซึ่งรัสเซียเป็นผู้ที่พัฒนายานอวกาศลำนี้ และตั้งขื่อว่า exomars 2020 

และเป็นครั้งแรกที่ทางรัสเซียและสภาพยุโรปจะสามารถปล่อยยานอวกาศเดินทางไปสำรวจดาวอังคารได้สำเร็จ

และภารกิจสุดท้าย เป็นภารกิจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่มีชื่อโครงการว่า Hope Mars Mission ซึ่งจะเป็นภารกิจที่มีเป้าแตกต่างจากถารกิจอื่นคือจะนำเอายานไปหมุนโคจรรอบดาวอังคารเพียงเท่านั้นไม่ได้มีการลงจอดบนดาวอังคาร 

และนี่ก็คือ 4 ภารกิจที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ที่จะแสดงถึงศักยภาพของมนุษย์ที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความก้าวหน้า เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมุษย์ ซึ่งเราก็มาร่วมลุ้นกันว่าภารกิจทั้ง 4 จะสำเร็งลุล่วงไปได้ด้วยดีหรือไม่ ในช่วงกลางปีนี้โครงทั้งหมดก็เริ่มที่จะถยอยเกิดขึ้น