m5zn_9319645c9643fc1

กลุ่มอาการพาทัวซินโดรม (Patausyndrndrome)

โรคติดต่อ ถ้าใครได้ยินก็คงไม่อยากที่จะเข้าใกล้อย่างแน่นอน เพราะทุกคนก็ต่างกลัวที่จะติดโรคกันทั้งนั้น  โดยเฉพาะโรคที่ได้มาจากการมีเพศสัมพันธ์  โดยที่ไม่ได้มีการป้องกันแล้วเกิดพลาดขึ้นมา ถ้าคุณติดโรคเหล่านี้มาสิ่งแรกที่คุณจับเลยก็คือสายตาที่คนรอบข้าง  ที่เคยมองคุณจะเริ่มเปลี่ยนไปจนคุณสามารถรับรู้ได้  ว่าพวกเขาไม่เหมือนเดิม เพราะมันจะเปลี่ยนไปจนคุณ  ไม่สามารถที่จะพูดคุยกับพวกเข้าได้ตามปกติอย่าง     ที่เคยเป็น

โรคติดต่อมีมากมายหลายรูปแบบ สิ่งแรกที่เราจะนึกถ้าพูดเกี่ยวกับโรคติดต่อ แน่นอนสิ่งแรกที่เข้ามาในหัวเลยคือโรคติดต่อที่ได้มาจากการมีเพศสัมพันธ์ รองลงมาก็คงจะเป็นโรคที่ต่อทางพันธุกรรม โรคติดต่อทางพันธุกรรมที่ว่านี้เป็นความผิดปกติที่ได้มาตั้งแต่เกิด โรคติดต่อทางพันธุกรรมที่เรามักจะรู้จักและคุ้นเคยกันดี     ก็คงจะหนีไม่พ้น คนที่ป่วยเป็นโรคดาวซินโดรม ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีความผิดปกติของโคโมโซมคู่ที่21

แต่ถ้าจะพูดถึงเรื่องนี้คงจะเป็นอะไรที่ทุกคนคุ้นเยกันอยู่แล้ว สำหรับในวันนี้เราจะมาทำความรู้โรคที่มีความผิดปกติทางโคโมโซมอีกโรคหนึ่งที่คนไม่ค่อยได้ยินเท่าไหร่นัก นั้นก็คือกลุ่มอาการพาทัวซินโดรม (Patausyndrndrome) โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของโคโมโซม ที่จะอยู่ในส่วนของออโต้โซม

โดยที่เราจะมารู้กันก่อนว่าโดยปกติแล้วโคโมโซมของเรานั้นวจะมีทั้งหมด 46 คู่ สำหรับโรคที่เรากำลังจะพูดถึงก็คือกลุ่มอาการพาทัวซินโดรม (Patausyndrndrome) จะเป็นความผิดปกติของโคโมโซมคู่ที่ 13 นั้นเกินมา ดังนั่นมันจึงจะมีการรวมโคโมโซมทั้งหมดให้กลายเป็น 47 แท่ง

ลักษณะของโรคที่ว่านี้ก็จะเป็นพวกปากแห่วงเผดานโหว่ ตาเล็ก ใบหูจะมีลักษณะที่ต่ำกว่าปกติ นิ้วมือนิ้วเท้าอาจจะเกินมา หัวใจหรืไตอาจจะมีการทำงานที่ผิดปกติ สมองพิการบาง และเด็กก็อาจะเสียชีวิตก่อนได้หลังจากที่คลอดออกมาภายในไม่กี่เดือน หรือว่าถ้าเกิดมีชีวิตอยู่รอดก็จะอยู่ได้ภายในไม่กี่เดือนเพราะว่าอายุที่สั้นมากๆ ซึ่งก็จะพบได้ประมาณ 1ใน 5,000 คนของเด็กแรกเกิด 

สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นโรคที่ติดต่อกันในทางไหน เมื่อได้ชื่อว่าเป็นโรคติดต่อถ้าเลือกเกิดได้ก็คงจะไม่มีใครที่อยากเป็นอย่างแน่นอน ถ้าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจจะป้องกันไม่ให้มันเกิด   ขึ้นได้ แต่ถ้าเป็นโรคติดต่อท่งพันธุกรรมอย่างความผิดปกติ ของโคโมโซมคงจะเป็นเรื่องที่ยากที่เราะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นมาได้

 

สนับสนุนโดย   ufabet สมัครยังไง

m5zn_9319645c9643fc1

พืชสามารถมองเห็นได้

สำหรับการมองเห็นนั้นมันเป็นสิ่งเกิดขึ้นมาพร้อมกับมนุษย์ และก็รวมถึงสัตว์ด้วย เพราะการมองเห็นนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นมาให้กับเราได้มองเห็น และได้รับรู้ถึงสิ่งที่อยู่รอบตัว สำหรับสัตว์การมองเห็นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นในการมองหาเหยื่อ หรือมองหาศัตรูที่จะเข้ามาทำร้ายตนเอง และจะได้รีบหลบหนีทันได้

เพราะถ้าหากมองไม่เห็นจาการที่จะต้องหนี กลับต้องมาตกเป็นเหยื่อเสียแทนเสียเอง และในส่วนของมนุษย์การมองเห็นถือ ได้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนิด หรือการใช้ชีวิตเป็นอย่างมากเพราะถ้าเรามองไม่เห็น คงจะเป็นอะไรที่ทรมาไม่น้อยเลย

อย่างที่เราบอกไปแล้วว่าการในมนุษย์ หรือสัตว์ชนิดต่างๆ นั้นมันเป็นเรื่องปกติที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นมาให้กับเราอยู่แล้ว และไม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร แต่คุณรู้หรือไม่ว่ามันไม่ได้มีแค่มนุษย์และสัตว์เท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้ แต่มันยังมีพืชที่สามารถมองเห็นได้เช่นกันอีกด้วย

ในส่วนของความคิดเรื่องการมองเห็นของพืช ไม่ได้เป็นเรื่องที่ใหม่อะไร เพราะในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ลูกชายของชาลส์ ดาร์วิน  นักธรรมชาติวิทยาเขาได้มีการแนะนำว่า พืชมีเซลล์ที่ไวต่อแสง  และยังมีความสามารถที่คล้ายกับเลนส์       ซึ่งเซลล์เหล่านี้ได้มีการถูกค้นพบในภายหลัง และถูกเรียกว่าตาเดี่ยวหรือ Oceli แต่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้มากเท่าที่ควรนัก จนกระทั้งในปี 2017 นักวิทยาศาสตร์สองคนได้ชี้ให้เราได้เห็นว่า แบททีเรียเซลล์เดียวบางตัว

ได้มีการทำหน้าที่ ที่คล้ายคลึงกับ  Oceli โดยที่มันจะทำหน้าที่ในการตรวจจับแสง ซึ่งพวกเขาได้สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระดับล่าง สามารถทำงานได้ในลักษณะนี้ พืชที่มีพัฒนาการสูงกว่าก็จะรักษาคุณลักษณะที่เป็นประโยชน์นี้ไว้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังยังมีหลักฐานล่าสุด ว่าพืชบางชนิดเช่น กะหล่ำปลี จะมีหารผลิตโปรตีนที่เรารู้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการผลิต  Eyespot

ซึ่มีส่วนในการทำหน้าที่ในการรับความรู้สึกเกี่ยวกับแสงสว่าง อีกทั้ง Eyespot ยังเป็นตารับแสงที่ถูกพบได้ง่ายมาก ในสิ่งมีชีวิตเซลลืเดียวเช่นสาหร่าย นอกจากนี้ยังมีความสามารถแปลกๆ ของพืชชนิดหนึ่ง ที่มันสามารถเรียนแบบสี รวมถึงไปถึงรูปร่างของพืชที่อยู่ใกล้ๆ กับมัน ซึ่งถ้เามันไม่สามารถที่จะมองเห็นได้แล้วมันจะรู้ได้อย่างไรว่าพืชมราอยู่ใกล้เคีบงกับมันจะมีสี และลักษณะเป็นเช่นไร

ซึ่งอีกไม่นานก็คงจะมีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจังแน่นอน อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่เราได้พูดถึงไปนี้ มันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวความแปลกประหลาดของพืชเพียงอย่างเดียว ที่ได้ศึกษาค้นพบ แต่มันยังมีอะไรที่มากกว่านี้ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย    สมัครจีคลับ ไม่มีขั้นต่ำ

m5zn_9319645c9643fc1

สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร

จักรวารของเรานั้นกว้างใหญ่เกิดกว่าที่เราจะสามารถออกไปสำรวจได้ทั่วทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้น   ทั้งนักวิทยาศาสตร์ และนักดาราศาสตร์ต่างๆ ก็ยังไม่ลดละความพยายามที่จะพัฒนาเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ให้มีความก้าวหน้ามากกว่าที่เคยมีอยู่ อย่างที่เรานั้นก็รู้กันดีว่า เรื่องราวต่างๆ ที่อยู่นอกโลกของเราออกไป

นักวิทยาศาสตร์ก็ยังสามารถที่จะหาคำตอบของข้อสงสัยต่างๆ มาให้กับเราได้ศึษากัน แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า บางเรื่องที่เกิดขึ้นบนโลกของเรายังคงซ้อนปริศนาต่างๆ เอาไว้มากมาย

อย่างที่เราทุกคนนั้นก็รู้ๆ กันดีว่า  สิ่งที่อยู่นอกโลกของเรานั้นเป็นเรื่องที่ยากมากที่เราจะสามารถไปศึกษาสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับมันได้ แต่นั้นก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป  เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้สร้างยานอวกาศเพื่อไปสำรวจสิ่งเหล่านั้นได้แล้ว แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก ตอนนี้ทุกคนก็คงจะสงสัยว่านักวิทยาศาสตร์ศึกษาแต่สิ่งที่อยู่นอกโลกหรอ แล้วสิ่งที่อยู่บนโลกละพวกเขาได้ศึกษาหรือไม่ แน่นอนว่ามันต้องเป็นสิ่งที่พวกเขาศึกษาอยู่แล้ว

แต่คุณรู้หรือไม่ว่าในการศึกษาสิ่งที่อยู่บนโลกก็ใช่ว่าจะมีคำตอบในอธิบายในทุก ทุกเรื่อง อย่างเช่นคำถามที่ว่า สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร   และนี้เป็นหนึ่งในสิ่งปริศนา             ที่นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ยังไม่สามารถหาคำตอบเพื่อที่จะมาอธิบายได้ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นกำเนิดเกิดขึ้นมาบนโลกของเราได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์ค้นพบฟอสซิล

  หรือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวในชั้นน้ำแข็งของโลกที่มีอายุนับกว่าพันปี ซึ่งนี้ก็ถือได้ว่ามันเป็หลักฐานที่ใกล้เคียง กับความจริงมากที่สุด แต่คำถามก็คือไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดสามารถที่จะตอบได้ว่ามนุษย์เรานั้น  ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ได้อย่างไร แต่คุณรู้หรือไม่ว่านอกจากเรื่องที่มนุษยืถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกได้อย่างไรนั้น 

มันยังคงมีอีกมากมายหลายเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถที่จะให้คำตอบกับเราได้  แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร เพราะคนเรานั้นต่อให้จะเก่งแค่ไหนมันก็ต้องมีเรื่องที่ไม่สามารถหาคำตอบ  ของคำถามทุกคำถามได้ อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่าให้การสนับสนุนเป็นอย่างมาก  เพราะมันก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่หลายๆ คนอยากรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่ 

แต่สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลกของเราในตอนนี้ก็ยังถือได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวในระบบสุริยะเท่านั้น  และต่อให้สุดท้ายแล้วเราจะรู้หรือไม่ว่าสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไรถึงตอนนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องที่สำคัญอีกต่อไป

 

สนับสนุนโดย   gclub ทดลองเล่นฟรี

m5zn_9319645c9643fc1

ดวงจันทร์ฝุ่น

โลกของเรานั้นได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาเมื่นานมากแล้ว  ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่สิ่งแรกที่เกิดขึ้นใน       จักรวารแห่งนี้ก็ตาม แต่ก็ถือว่ามันได้ดำเนินมาไกล และมีการเปลี่ยนแปลงจากยุคแรกเริ่มเป็นอย่างมาก และถ้าหาจะถามถึงสิ่งที่อยู่คู่กับโลกของเรามาตั้งแต่แรก  ก็คงจะหนีไม่พ้นสองสิ่งนี้นั้นก็คือ ดวงอาทิตย์เพื่อนในยามเช้า และชวงค่ำก็จะมีดวงจันทร์ และดวงดาวต่างๆ อีกมากมมาย ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไปแต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังเหมือนเดิม คือดวงอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า  และเมื่อท้องฟ้ามืดลงก็จะเป็นดวงจันทรืขึ้นมาแทน

สำหรับโลกของเรา ดวงจันทร์ถือได้ว่าเป็นบริวารเพียงดวงเดียวที่อญุ่คู่กับโลกมารารแสนนาน และเราเองก็คงจะนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าหากโลกของเราไม่มีดวงจันทร์ จะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และเชื่อได้เลยว่าหลายๆ คนในที่นี้คงจะสงสัยว่าดวงจันทร์นั้นเกิดมากจากอะไร สำหรับเรื่อนี้ก็ได้มีนักวิทยาศาสตร์ออกมาบอกว่า แท้ที่จริงดวงจันทร์ของเรานั้นเกิดจากการที่ฝุ่นมารวมกัน แล้วกลายเป็นดาวขึ้นมา

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์นั้นเชื่อว่าในแต่ละวันเนี่ยดวงจันทร์จะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นจากเดิม แต่ในการสำรวจแล้วก็ได้พบกับความจริงที่ว่ามันก็มีขนาดเท่าเดิม เพิ่มเติมก็คือดวงจันทร์ก็ไม่ได้ออกจากโลกของเราไปไหนเลย มันก็ยังคงอยู่ที่เดิมแบบนี้ แบบที่มันเคยอยู่ไปเรื่อยๆ  ทั้งที่ในจักรวารแห่งนี้ก็มีดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ ดาวนั้น ดาวนี้ ที่แบบว่าแรงดึงดูดเยอะๆ แต่ก็ปรากฏว่าดวงจันทร์ดวงนี้ก็ยังคงอยู่เคียงข้างโลกของเราเหมือนกับที่เริ่มแรกมันเคยอยู่

จนทำให้หลายคนมีความเชื่อว่านี้อาจจะเป็นสิ่งที่มนุษย์ต่างดาวได้สร้างเอาไว้ หรือก็อาจจะเรียกอีกอย่างว่าเป็นยานอวกาศ หรือดาวเทียมนั้นเอง และนี้ก้คงจะเป็นเรื่องที่แปลกอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับดวงจันทร์ที่ใครหลายๆ คนอาจจะไม่รู้เกี่ยวกับมัน ถึงแม้ว่าดวงจันทร์จะเป็นบริวารของดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกที่เราได้อาศัยอญู่นี้ แต่ก็ใช่ว่าเราจะรู้จักมันดีไปเสียทุกอย่าง เพราะมันก็อาจจะมีด้านมืด ที่ไม่สามารถให้เรารับรู้ก็เป็นไปได้ ซึ่งคว่ทลับต่างๆ ที่เกี่ยวกับดาวจันทร์ก็ยังมีอีกมากโดยที่ถ้าเมื่อคุณได้รู้แล้ว    ก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยก็ได้

สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม  ไม่ว่าดวงจันทร์นั้นจะเกิดจากการที่ฝุ่นรวมตัวกันหรือไม่ นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญอีกต่อไป แต่ถ้าศึกษาไว้เพื่อเป็นความรู้ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือการ      ที่ดวงจันทร์ดวงนี้ยังคงขึ้นหลังจากที่ดวงอาทตย์ลาลับขอบฟ้าเหมือนอย่างที่เคยเป็นก็พอแล้ว

 

สนับสนุนโดย    gclub slot เล่นผ่านเว็บ

m5zn_9319645c9643fc1

การเดินทางไปทำงานลับๆ

เป็นที่เราทุกคนก็รู้กันดีว่า ช่วงอายุหนึ่งเมื่อถึงเวลาเราก็ต้องออกไปทำงานหาเงิน เพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัว คงจะไม่มีใครที่ให้พ่อแม่เลี้ยงไปตลอดหรอกจริงไหม แต่การเดินทางเพื่อไปทำงานขอคนปกติทั่วไปก็จะเดินทางแบบเปิดเผย แต่คุณรู้หรือไม่ว่ามันมีอยู่สถานที่หนึ่งที่คนที่ได้ไปทำงานในที่แห่งนั้น

การเดินทางของพวกเข้ามันจะต้องเป็นไปอย่างลับๆ ไม่สามารถที่จะให้ใครรู้ได้ ซึ่งเมื่อฟังดูแล้วมันก็อาจจะคล้ายกับหนังสายลับอะไรทำนองนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นจริงๆ เพราะสถานที่แห่งนั้นก็คือ

หลายๆ คนก็คงอยากจะรู้แล้วว่า สถานที่ที่เรากำลังจะไปพูดถึงนั้นมันคืออะไรกันแน่ ก่อนอื่นเลยคุณต้องรู้ก่อนว่าสถานที่แห่งนี้มันได้ถูกสร้างขึ้นมาในยุคของสงครามเย็ม ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อพูดมาถึงตอนนี้แล้วหลายๆ คนก็คงจะเคยได้ยิน หรือเคยผ่านหูมา และสถานที่ดังกล่าวนี้ก็คือ  Area 51 นั้นเอง หลายคนอาจจะสงสัยว่าชีวิตการทำงานของเจ้าหน้าที่ ที่ทำงานอยู่ภายใน  Area 51 เจ้าหน้าที่จะมีที่พักของตัวเองภายในนั้น

แต่ทว่าแท้จริงแล้วพวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้มีที่พักใด และในทุกๆ วันพวกเขาก็จะต้อง เดินทางไปทำงานเหมือนกับคนปกติเขาทำกัน และจะต้องเดินทางกลับที่พักของตัวเอง ซึ่งนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในการเดินทางประจำวันที่ดูจะแปลกประหลาด และมีความลึกลับมากที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา พวกเขาเหล่านี้จะเดินทางโดยเครื่องบิน ซึ่งจะมีโรงเก็บเครื่องบินที่มีไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ของ  Area 51

โดยที่ภายในจะมีอาคารผู้โดยสาร จุดหมายปลายทางในการเดินทางกลับที่พัก เครื่องบินจะลงจอที่ท่าอากาศยานนานาชาติ            Mc Carran ซึ่งมัยจะตั้งอยู่ที่ กลากเคาน์ตี้รัฐเนวาดา ห่างจากตัวเมืองลาสเวกัสไปทางตอนใต้ประมาณ           8 กิโลเมตร และที่น่าสนใจไปมากกว่านั้นก็คือเครื่องบินจาก  Area 51 จะใช้สัญญาณและเครื่องหมายลับที่ถูกเรียกว่า Janet

ซึ่งมันอาจจะเป็นสายการบินที่ลึกลับที่สุดในโลก โดยที่Janet จะไม่ใช่ชื่อบริษัทที่ถูกจดทะเบียนด้วยชื่อนั้นจริงๆ แต่จะเป็นเพียงชื่อที่ถูกมอบให้ กับเที่ยวบินดังกล่าวเหล่านั้น และที่การเดินทางไปทำงานที่  Area 51 เป็นการเดินทางแบบลับๆ มันอาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในอาจจะไม่ได้เป็นพื้นที่ทางทหารอย่างที่เราเข้าใจกันก็ได้

เพราะมันอาจจะมีเรื่องของมนุษย์ต่างดาวเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างที่ได้มีการออกมาพูดถึงอยู่บ่อยๆ อย่างไรก็ตามไม่ว่าถภายในนั้นจะทำงานเกี่ยวกับอะไร แต่ที่แน่ๆ เลยก็คือมันเป็นพื้นที่ ที่ถือได้ว่า ยอดเยี่ยมสุดๆ ไปเลย

 

สนับสนุนโดย   เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

m5zn_9319645c9643fc1

ฝนตก หิมะ ลูกเห็บ บนดาวพฤหัส

เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับดาราศาสตร์และการสำรวจอวกาศนั้น  เพื่อที่จะค้นพบดวงดาวต่างๆ ที่อยู่ในจักรวารที่กว้างใหญ่แห่งนี้นั้น นอกจากการที่ได้ค้นพบดวงดาวแล้ว การที่ได้ค้นพบปรากฏการณ์ต่างๆ    ที่เกิดขึ้นบนดวงดาวต่างๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจของนักวิทยาศาสตร์ไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับการที่ได้ค้นพบดวงดาวต่างๆ ในจักรวารนั้นว่าเป็นเรื่องที่โชคดีแล้ว แต่จะโชคดียิ่งกว่าถ้าหากเราได้พบกับปราฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับโลกของเรา เพราะจะได้เป็นการศึกษาต่อยอดได้อีกในหลายๆ เรื่อง 

จักรวารที่กว้างใหญ่มีดวงดาวต่างๆ ซ้อนเอาไว้มากมาย ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ของเราจะก้าวหน้าไปไกลมากแล้ว และยังทำให้เราได้ค้นพบกับสิ่งต่างๆ อีกมากมายด้วย แต่มันก็ยังไม่สามารถที่จะสำรวจจักรวารทั้งหมดได้อยู่ดี บนโลกของเรามีปรากฏการณ์เกิดขึ้นมากมาย และบางคนก็อาจจะคิดว่า และดาวดวงอื่นในระบบสุริยะของเราละ 

มีดาวดวงไหนที่มีปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้นมาบ้างหรือไม่ แน่นอนว่ามี อย่างเรื่องราวที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ ฝนตก หิมะ ลูกเห็บ บนดาวพฤหัสบดี ความซับซ้อนบนดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่มีชื่อว่า ดาวพฤหัสบดีนี้ มันกำลังจะได้มีการถูกเปิดเผยออกมาทีละขั้น    

การส่งข้อมูลใหม่สำหรับยานสำรวจจูโน่  พบว่า อำนาจแรงโน้มถ่วงภายในดาวพฤหัสบดี ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันตามที่เราได้เคยมีความเข้าใจ สนามแม่เหล็กของมันมีลักษณะที่เป็นกลุ่มก้อน กระจายตัวอยู่ทั่วๆ ไปเป็นย่อมๆ ตามพื้นผิวของมัน นอกจากนี้มันยังมีความแปรปรวนเป็นอย่างมาก สนามแม่เหล็กขั่วเหนือขั่วใต้ก็ยังไม่เหมือนกันอีกด้วย จุดแดงยักษ์บนดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า มันเป็นบิเวณที่มีความอุดมสมบรูณ์ของแอมโมเนีย และสนามแม่เหล็กสูง มีแนวโน้มที่ว่าเป็นน้ำแอมโมเนียเป็นตัวกลางนำพาความร้อนสู่ชั้นเมฆ

การที่เมฆแอมโมเนียมีความเย็นจัดมาก  มีส่วนผสมของน้ำซึ่งอาจทำให้เกิดฝนตกมีลูกเห็บ หรือหิมะตกลงไปในชั้นเมฆหนที่ระดับ 1,000 กิโลเมตร ซึ่งในขณะนี้ยานสำรวจจูโน่  กำลังปฏิบัติภาระกิจสำรวจโดยโคจรวนรอบดาวพฤหัสบดี ในทุกๆ 53 วัน 

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนดาวพฤหัสบดี ยังมีอีกตามให้พวกเราได้ศึกษาและติดตามกัน แน่นอนว่ามันจะต้องเป็นเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาแน่  ถึงมันจะเป็นดาวเคราะห์ ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับมันดีพอ หากทราบเบื้องต้น องค์การอวกาศของโลก มีความสนใจเพียงดาวอังคาร โดยอ้างอิง นิยายทางวิทยาศาสตร์ว่า น่าจะมีบรยากาศ คล้ายกับโลกมากสุด และหวังจะส่งมนุษย์ขึ้นไปอยู่ จึงขาดการสนใจ ดาวพฤหัสบดี เช่นนี้

 

ขอบคุณ    จีคลับ สล็อต มือถือ   ที่ให้การสนับสนุน

m5zn_9319645c9643fc1

น้ำแข็งสุพีริออนิค

หน้าร้อนนั้นเป็นอะไรที่หลายๆ คนไม่ชอบเอามากๆ เพราะด้วยความที่ประเทศไทยเป็นประเทศ     ที่ร้อนอยู่แล้วเป็นทุนเดิม  เมื่อมาถึงหน้าร้อนจากอากาศที่ร้อนอยู่แล้วกลับร้อนขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว           เมื่ออากาศที่ร้อนแบบนี้แล้วหลายๆ คนก็คิดที่จะหาวิธีการคลายร้อนด้วยวิธีต่างๆ อย่างเช่นไปเที่ยวพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ อย่างเช่นทะเล น้ำตก หรือแม้แต่สวนน้ำเองก็เป็นอีกสถานที่ที่น่าสนใจไม่น้อย แต่บางคนก็ไม่อยากออกไปไหนเลย อยากอยู่แต่ในห้องแอร์เย็นๆ ที่บ้าน และอีกสิ่งหนึ่งที่คนมักจะทำเลยก็คือหาอะไรเย็นๆ หวานๆ เพื่อดับร้อนได้ดีนั้นก็คือน้ำแข็งนั้นเอง

นักวิทยาศาสตร์นั้นมีความเชื่อที่ว่า น้ำแข็งนั้นสามารถที่จะเกิดขึ้นเองได้ในภาวะที่มีอุณหภูมิ เช่นเดียวกับผิวหน้าของดวงอาทิตย์ ที่มีอุณหภูมิอยู่ที่ราวๆ 5,000 องศาเซลเซียสได้ โดยที่อาศัยความดัน        ที่เหมาะสม  ซึ่งน้ำแข็งดังกล่าวนี้ก็มีชื่อเรียกว่า  น้ำแข็งสุพีริออนิค น้ำแข็งสุพีริออนิคนี้เป็นโครงสร้างพิเศษของน้ำแข็งที่สามารถเกิดขึ้นได้ ในสภาวะที่มีอุณหภูมิอย่างน้อยๆ เลยอยู่ที่ 4,700 องศาเซลเซียส

และมีความดันที่มากกว่าความดันของโลกของเรา อยู่ที่ประมาณ 1,000,000 เท่า โดยการทำให้เกิดน้ำแข็งสุพีริออนิคขึ้นมานั้น จะเกิดขึ้นเมื่อน้ำได้รับอุณหภูมิ และความดันที่สูงมากๆ อะตอมของออกซิเจนจะเรียงตัวกันขึ้นมาเป็นโครงสร้างผลึก โดยที่มีไอออนของอะตอมไฮโดรเจน  น้ำแข็งสุพีริออนิคนั้นจะมีสถานะเดียวกันถึงสองสถานะในเวลาเดียวกัน นั้นก็คือส่วนที่เป็นของแข็งและของเหลว  โดยที่น้ำแข็งเหลวนี้สามารถพบได้ในใจกลางของดาวเคราะห์อย่างเช่น ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน นักวิทยาศาสตร์ในแคลิฟอร์เนีย

จากห้องปฏิบัติการ Lawrence Livermore และจากมหาวิทยาลัย Rochester ในนิวยอร์ก ได้ทำการทดลองแปลงสภาพน้ำให้กลายเป็นน้ำแข็งสุพีริออนิค โดยการใช้แสงเลเซอร์เป็นตัวที่ให้ความร้อนกับน้ำ จนมีอุณหภูมิสูงถึง 4,700 องศาเซลเซียส ภายใต้ความดัน 2,000,000 เท่า ของความดันบรรยากาศโลก และพวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการสร้างน้ำแข็ง  สุพีริออนิคขึ้นมา หลังจากที่มันถูกกล่าวถึงครั้งแรง ในปี 1988 ว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้สภาวะที่เหมาะสมอย่างเช่นบริเวณแกนกลางของดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน

อย่างไรก็ตาม น้ำแข็งที่ว่านี้ไม่สามารถกินได้ เหมือนกับน้ำแข็งที่เราเห็นทั่วๆ ไป และหลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า ถ้ามันกินไม่ได้แล้วจะพูดถึงมันทำไมเสียเวลาเปล่าๆ  ที่เรานำมาพูดถึงก็เพื่อให้เป็นความรู้ต่อผู้ที่สนใจ และศึกษาในด้านนี้ จะได้ไม่คิดว่า น้ำแข็งต้องมีอุณหภูมื ติดลบ เท่านั่น แต่มันสามารถสร้างขึ้นมาได้ในอุณหภูมิสูงระดับ 4,000 องศาเซลเซียส

 

สนับสนุนโดย   จีคลับ คาสิโน

m5zn_9319645c9643fc1

น้ำแข็งร้อน

เมื่อถึงเวลาหน้าร้อนคุณมักจะนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก ที่คุณจะนึกถึง แน่นอนว่าบางคนคำนึงถึงการเล่นน้ำ เพราะถ้าอากาศร้อนๆ ถ้าได้เล่นน้ำคงจะเป็นอะไรที่ดีไม่น้อย โดยเฉพาะถ้าได้เล่นกับเพื่อนหลายๆ คนคงเป็นอะไรที่สนุกมากๆ และได้เป็นการเก็บช่วงเวลาดีๆ รวมกันอีกด้วย แต่บางคนก็จะนึก      ถึงของกินก่อนเป็นอย่างแรก โดยเฉพาะอะไรหวานๆ และถ้าเพิ่มความเย็นด้วยน้ำแข็ง ยิ่งเป็นอะไรที่ดีเอามากๆ เลยทีเดียว เมื่อพูดถึงน้ำแข็งแน่นอนว่า  ทุกคนต้องนึกถึงน้ำเพราะน้ำนั้นสามารถทำให้เปลี่ยนสถานะของมันได้

เมื่อพูดถึงน้ำ หลายๆ คนคงจะนึกว่าน้ำนั้นมีอยู่สามสถานะด้วยกัน  แต่เปล่าเลยมันอาจจะมีหลายสถานนะมากกว่าที่คุณคิดก็ได้ อย่างในเรื่องที่เรากำลังจะพูดต่อไปนี้นั้นก็คือ น้ำที่เป็นน้ำแข็งร้อน หรือ       Ice VII เป็นเรื่องจริงที่ว่าน้ำแข็งนั้นมีความเย็นแต่ไม่ใช่กับน้ำแข็งร้อน  ซึ่งมันก็ร้อนจริงๆ หรือที่วิทยาศาสตร์เรียกน้ำแข็งปกติที่เราจะเห็นได้ทั่วไปในโลกของเราว่า Ice Ih

โดยที่ตัวไอตัวใหญ่นั้นก็คือ      เลข 1 โรมัน และ h ที่ต่อท้ายมันหมายถึง Hexagon หรือรูปหกเหลี่ยม ซึ่งน้ำแข็งธรรมดาหรือว่าน้ำแช่แข็งนั้นอะตอมของออกซิเจนจะเรียงตัวกันเป็นรูปหกเหลี่ยม ในขณะที่น้ำแข็งร้อนนั้นอะตอมของออกซิเจนเรียงตัวเป็นรูปทรงลูกบากศ์ Ice Ih จะสามารถกลายเป็น Ice II ได้ เมื่อมันมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น และIce II ก็จะกลายเป็น Ice III

เมื่อยังมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น และมันจะเปลี่ยสถานะไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไปถึง Ice VII หรือกระทั้งจนผ่าน Ice VII ไป ส่วนสาเหตุที่ Ice VII นั้นร้อนเป็นเพราะว่า Ice VII จะเกิดขึ้นได้ที่อุณหภูมิและความดันที่สูงเท่านั้น ซึ่งบนโลกของเรามันอาจจะมีอยู่จริงในระดับความลึกในชั้น Mantle ชั้นที่ถัดจากเปลือกโลกลงไป ที่มีความหนาประมาณ 3,000 กิโลเมตร

เท่านั้นโดยที่จะต้องมีความดันสูงมากพอที่จะบีบอัดน้ำให้เป็นน้ำแข็ง  ถ้าว่าในปัจจุบันวิทยาศาสตร์สามารถที่จะสร้าง Ice VII ในห้องปฏิบัติการได้ ทั้งพวกเขายังพบ Ice VII ผลึกอยู่ภายในเพชร ที่ก่อตัวลึกลงไปในเนื้อโลก ซึ่ง Ice VII ดังกลาวนั้นมันถูกสร้างขึ้นจากหยดน้ำที่ถูกขังอยู่ในเพชรในเวลาที่มันก่อตัวในชั้น  Mantle ของโลกใบนี้

  อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่เกี่ยวรูปแบบหรือสถานะต่างๆ ของน้ำยังมีให้เราได้เรียนรู้อีกมาเพราะมันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวก ถึงแม้ว่าบางคน     จะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวของเรามาก  เพราะมันเกี่ยวกับน้ำแต่เปล่าเลย มันมีอะไรที่ซับซ้อนมากกว่าที่เราคิดอีกมาก เราอยากมองว่ามันเป็นเรื่องที่ง่ายเพียงเพราะมันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวของเรา

 

สนับสนุนโดย   ทางเข้า gclub มือถือ

m5zn_9319645c9643fc1

เหตุการณ์หินบะซอลต์ท่วม

โลกนั้นเป็นดาวเคราะห์ที่มนุษย์อย่างเราๆ นั้น  อาศัยอยู่ แน่นอนว่าบนโลกใบนี้ มนุษย์ไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งเดียวที่อาศัยอยู่บนโลก  เพราะมันยังมีสิ่งมีชีวิตอีกต่างๆ มากมายอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน โลกของเรานั้นมีมาเมื่อนานมากแล้ว และเพราะเหตุนี้หลายๆ คนอาจจะเคยเกิดความสงสัยว่าในเมื่อโลกของเรา

ถือกำเนิดขึ้นมา  เมื่อนานมันจะมีวันที่โลกของเราจะหายไปหรือไม่ ถ้าให้พูดง่ายๆ ก็คือมันจะมีวันสิ้นโลกไหม แน่นอนว่ามี  แต่มันอาจจะไม่ใช่ในรูปแบบของการที่โลกของเราแตกออกเป็นเสี่ยงๆ อย่างแน่นอน     แต่มันจะเกิดในรูปแบบอื่นต่างหาก

หินเป็นอะไรที่เราก็เคยคุ้นหน้าคุ้นตากันมาบ้าง เพราะเราสามารถที่จะพบเห็นได้ทั่วไป สำหรับในช่วงสุดท้ายของยุค Triassic ครึ่งหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกได้สูญพันธ์หายไป และได้ปล่อยให้โลกของเรากำเนิดยุคไดโนเสาร์ถัดมา นั้นคือยุค Jurassic นั้นเอง หนึ่งในสมมติฐานของดารสูญพันธ์         ครั้งใหญ่  ก็คือการประทุของภูเขาไฟขนาดยักษ์ จนสามารถที่จะครอบคุมพื้นที่ขนาดเท่ากับประเทศสหรัฐอเมริกาได้ ด้วยลาวาที่มีความหนา 91 เมตร โดยที่การประทุในครั้งนี้นั้นเป็นที่รู้จักในฐานะเหตุการณ์การหินบะซอลต์   ซึ่งเป็นหินอัคนีพุ เกิดจากการเย็นตัวของลาวาอย่างรวดเร็ว บนพื้นผิวโลก 

ซึ่งมันทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก  การเพิ่มขึ้นของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และการทำให้เกิดความเป็นกรดในมหาสมุทร  นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า เหตุการณ์การสูญพันธ์ครั้งใหญ่             เกิดทั้งหมดในประวัติศาสาตร์ของโลก  นั้นเชื่อมโยงกับการมีอยู่ของหินบะซอลต์ ที่ท่วมสูงและหนามาก  

ซึ่งมันคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนดาวเคราะห์น้อย โดยที่ผลกระทบแรกที่จะเกิดขึ้นจากการเกิดหินบะซอลต์ท่วมนั้นก็คือ น้ำพุที่เกิดจากการประทุ  มันจะพ่นซัลเฟอร์ไดออกไซด์เข้าสู่สตาร์โทสเฟียร์ ซึ่งเป็นชั้นบรรยากาศของโลกชั้นที่สอง และมันจะสะท้อนแสงอาทิตย์ออกจากโลก ตามด้วยการเกิดฝนกรด จากนั้นสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกจะเกิดภาวะโรคทางเดินหายใจ 

และตายไปในที่สุด และเมื่อเวลาผ่านไปโลกของเราก็จะอุ่นขึ้นเนื่องจากว่าคาร์บอนไดออกไซด์  และไอน้ำที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศจนเข้าเกิดการถือกำเนิดสิ่งมีชีวิตในยุคต่อไป 

อย่างไรก็ตาม ในการสูญพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในแต่ละยุคนั้น  จากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในอดีต     มันทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าเกิดขึ้นมา  แต่แล้วสุดท้ายไม่มีอะไรที่จะสามารถมีชีวิตยืดยาวได้เมื่อ      ถึงเวลาทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเวลาของมัน แน่แท้ตามกลไกลของโลกมนุษย์ที่ว่ากันไว้   

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   เว็บคาสิโนเปิดใหม่

m5zn_9319645c9643fc1

ดาวหางโบติน

ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์แคระ อุกาบาต หรือแม้แต่ดาวหางเองก็เป็นวัตถุ ที่อยู่ในห้วงของอวกาศกันทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา นั้นก็รวมถึงดลกของเราด้วยเพราะโลกก็เป็นดาวเคราะหืดวงหนึ่งในระบบสุริยะเช่นเดียวกัน ลักษณะของวัตถุที่อยู่ในอวกาศแต่และอย่างนั้นมีลักษณะ    ที่แตกต่างกันไป

ถึงแม้ว่าบางอย่างจะมีชื่อเรียกการแบ่งกลุ่ม ที่เหมือนกัน แต่ก็ใช่ว่าลักษณะต่างๆ ของมันจะเหมือนกันไปเสียทุกอย่าง ยกตัวอย่างเช่น โลกที่เป็นดาวเคราะห์ กับดาวเสาร์ที่เป็นดาวเคราะห์ เช่นเดียวกัน โลกของเรามีดวงจันทร์บริวารเพียงดวงเดียวเท่านั้น แต่ดาวเสาร์กลับมีมากกว่านั้น และนี้เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างที่เรายกกันมาเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพเท่านั้น

และในวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของดาวหาง ที่มีชื่อว่าโบติน มันถูกค้นพบคม ครั้งแรกโดย Leo Boethin เมื่อวันที่ 4 มกราคม ปี 1975  ซึ่งนักดาราศาตร์ในเวลาต่อมาได้ทำการคำนวณวงโคจรรอบของมัน และจะกลับมาในอีก 11 ปี และการในการคำนวณของพวกเขาในครั้งนั้นก็ถุกต้องเมื่อดาวหางโบตินได้มีการปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ในอีก 11 ปีต่อมานั้นก็คือในเดือน มกราคม ไปจนถึงวันที่ 1 ตุลาคม ปี 1986

มีการคาดการณ์ว่าดาวหางโบตินดวงนี้  นั้นจะกลับมาอีกครั้งในเดือน เมษายน ปี 1997 แต่มันก็ไม่เคยที่จะกลับมาเลย ซึ่งนักดาราศาสตร์ได้มีการลงความคิดเห็นว่ามันได้หายไปแล้วจริงๆ เมื่อมันไม่ได้กลับมาในเดือนธันวาคม ในปี 2008 แต่องค์การนาซ่ามีความมั้นใจว่าดาวหางโบตินดวงนี้ กำลังเดินทางมาถึงจุด จุดหนึ่ง    ในอวกาศของเรา

ซึ่งพวกเขาก็ได้มีการวางแผน ที่จะส่งยานอวกาศ Deep Impact เข้าไปดักในเส้นทางการโคจรของมัน ซึ่งทางนาซ่าได้มีการเปิดตัวยานอวกาศดังกล่าวนี้ ในปี 2005 และปล่อยให้มันได้โคจรรอบ   ดวงอาทิตย์เพื่อรอคอยการมาถึงของดาวหางโบติน อย่างไรก็ตาม มันไม่เคยปรากฏให้ได้เห็น และได้มีการตั้งสมมติฐานว่า มันอาจจะแตกสลายไปแล้วก้เป็นไปได้ ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโบติน

จะปรากฏให้เราได้เห้นหรือไม่นั้นก้ไม่มีผลกระทบอะไรต่อโลกของเราานั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะถ้าหากว่ามันได้ปรากฏขึ้นมาให้เราได้เห็นแล้ว และมีเหตุร้ายเกิดขึ้นตามมานั้นคงไม่ดีอย่างแน่นอน แต่มันก็จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นหรอก และสุดท้ายนี้เรื่องราวของดาวหางต่างๆ ยังมีให้คุณได้ไปศึกษาอีกมาก ไม่ใช่เพียงแค่โบติน ยังมีอีกมากมายเท่าที่คุณต้องการ

 

สนับสนุนโดย     www.ufabet.com ลิ้งเข้าเว็บไซต์คะ